ชีวิตในโรงพยาบาล (Part 1)

จากที่หลายๆ คนคงทราบกันดี ผมเข้าโรงพยาบาลมานานมาก นับๆ แล้วก็เดือนนึงได้ เผื่อใครยังสงสัยว่าผมเป็นอะไร ก็คือว่าผมเป็นไข้เลือดออก แล้วก็แพ้ยาอะไรสักอย่างที่ได้ เลยเน่าต่อ ได้แต่รักษาตามอาการ ซึ่งจนบัดนี้จะเดือนกว่าๆ แล้วก็ยังมีไข้อยู่ แต่เริ่มใช้ชีวิตตามปกติได้บ้างด้วยสเตอรอยด์ที่กดไข้ไว้ (กินพาราไม่ไหวแล้วเพราะว่ากินเยอะมากในช่วงเดือนที่ผ่านมา ตับจะระเบิด จนทุกวันนี้ถ้าจะกินพาราหมอให้กินถ้าไข้สูงจริงๆ เท่านั้น แถมให้กินแค่ 325mg จากที่ควรจะเป็น 1,000mg) ตอนนี้ก็อยู่ระหว่างหาจังหวะลดสเตอรอยด์ลงไปเรื่อยๆ ตามอาการที่ลดลง จนกระทั้งหมด ก็แปลว่าหายดี เกมโอเวอร์

ผมเองไม่เคยได้ป่วยหนักๆ ขนาดต้องไปนอนโรงบาลเลยเท่าที่จำความได้ (ถามพ่อแม่แล้วบอกว่าตอนเด็กๆ เคยมีทีนึง แต่ก็ไม่ได้เจาะน้ำเกลือ) การป่วยครั้งนี้เลยถือว่าเป็นประสบการณ์ครั้งใหม่ในชีวิตของผมหลายๆ อย่างเลยทีเดียว ผมได้เข้าโรงพยาบาลทั้งหมด 3 โรงพยาบาล ตอนแรกพอป่วยก็ไปหาหมอที่วิภาวดีก่อน หมอบอกว่าน่าจะเป็นไข้เลือดออก ก็กลับบ้านมาดูอาการ จนกระทั้งมีการอาเจียน เลยไปเข้าโรงพยาบาลในคืนนั้นตอนตี 1 ก็โดนเจาะน้ำเกลือครั้งแรกในชีวิตเรียบร้อย ซึ่งก็ทำให้ผมได้เห็นกับเครื่องให้น้ำเกลือเป็นครั้งแรกในชีวิต ที่จะสามารถปรับได้ว่าจะให้กี่ ml/hr แล้วเครื่องก็จะปรับให้ตามนั้น เป็นเครื่องที่มีแบตเตอร์รี่ สามารถถอดปลั๊กเวลาไปเข้าห้องน้ำได้

ที่ตกใจมากอย่างหนึ่งคือ พยาบาลเค้าจะคอยบันทึกปริมาณการดื่มน้ำกับปัสสาวะของเรา โดยเราต้องฉี่ใส่คอมฟอร์ทร้อย แล้วก็เอาฉี่ไปใส่ในขวดตวงที่เค้าเตรียมไว้ แล้วเค้าก็จะคอยมาจดบันทึก อันนี้เองก็ยังไม่แน่ใจว่า จะบันทึกเอาไปทำหอยทำปูอะไรเหมือนกัน อันนี้รอผู้รู้มาตอบ

ช่วงที่อยู่ที่วิภาวดีรู้สึกว่าทรมานที่สุดเลยครับ เหตุผลหลักๆ คงเพราะช่วงนั้นจะอาเจียนเยอะมาก แล้วพออาเจียนหนักๆ เค้าก็จะมาให้ยาแก้อาเจียนทางน้ำเกลือ ซึ่งยานี้เป็นเหี้ยอะไรไม่รู้ จะทำให้กระสับกระส่ายแบบทรมาณมากๆ ไปสักครึ่งชม. แทบบ้า แต่ที่ชอบอย่างนึงคือ พยาบาลบริการดีมากครับกดปุ่มปั๊บ เรียกให้ช่วยอะไรก็มาเร็ว (ที่เรียกเยอะสุดคือเช็ดตัว ตอนอยู่ที่วิภาวดียังอาบน้ำไม่ไหว พอเช็ดตัวก็เช็ดแต่พื้นที่เปิดเผย ช่วงนั้นจู๋เหม็นมาก ไม่รู้พยาบาลเช็ดตัวจะได้กลิ่นหรือเปล่า)

อ่อ อีกเรื่องเล็กๆ โรงพยาบาลวิภาวดีเป็นที่เดียวที่ใช้อุปกรณ์วัดไข้เป็นแบบติ๊ดๆ ที่รูหู ในขณะที่อีกสองที่ที่ไปใช้แบบปรอทคลาสสิก ต้องเขย่า และช้าเป็น 386

หลังจากประมาณ 1 สัปดาห์ที่อาการไม่ดีขึ้น อาหมอยงเลยบอกว่าให้ย้ายไปโรงพยาบาลบางปะกอกแทน เค้าจะได้ช่วยดูอาการให้ได้ ตรงนี้เดี๋ยวไว้ว่างๆ จะมาเขียนต่อครับ ตอนนี้ไม่ไหวแล้ว ตาลายไปหมดแล้ว

ไว้ติดตามต่อครับ

Advertisements

4 thoughts on “ชีวิตในโรงพยาบาล (Part 1)

  1. ที่ต้องวัดปริมาณปัสสาวะกับน้ำดื่มเพื่อดูว่าระดับน้ำที่inputกับoutputมันสมดุลกันมั้ย
    เพราะมันจะบอกการทำงานในร่างกายว่าปกติดีรึเปล่าค่ะ

    ตอนนิเป็นไข้เข้าโรงบาลก็ต้องวัดปริมาณน้ำที่กินกับปัสสาวะเหมือนกันนะคะ แล้วก็ทำให้รู้ว่าระดับน้ำเข้าออกเยอะผิดปกติ ปัสสาวะวัดได้วันละห้าลิตร สุดท้ายหมอเลยให้ถอดสายน้ำเกลือ เลยกลับมาระดับปกติ

    เพิ่งรู้ว่ามีเครื่องให้น้ำเกลือด้วย แล้วพอใช้เครื่องแบบนี้มีการเลือดย้อนสายน้ำเกลือเหมือนกันรึเปล่าคะ
    คิดว่าที่มีอากาหลังให้ยา คงเพราะ ยาแรงค่ะ เค้าถึงให้ทางสายน้ำเกลือทีละหยดๆ ถ้าฉีดเอาอาจช็อคตายได้ ขนาดให้แบบช้าๆยังมีมีเอฟเฟคนิดนึง

    ที่นัทยังดีนะคะที่ตรวจเจอเร็ว ตอนนั้นนิเข้าโรงบาลสองอาทิตย์ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร เจาะเลือดตรวจเป็นสิบรอบก็ปกติ เอกซเรย์ก็ไม่เจอ = =*

    รออ่านpart2ค่ะ

  2. ดูสมดุลน้ำเข้าออก

    ในกรณีที่ต้องติดตามใกล้ชิดมักให้ใส่สายสวนคาท่อปัสสาวะ

    มุกบอกอายุ (ช้าเป็น 386)

  3. ไข้เลือดออกนี่ มันรักษาได้แค่ตามอาการป่ะครับ?

    แล้วหมอยงว่าไงบ้างครับเนี่ย

    ไม่เก็ตมุข 386 แฮะครับ

  4. ทำไมพี่นัทไม่ขอให้นางพยาบาลช่วยเช็ดจู๋ให้อ่ะครับ ไม่เห็นต้องอายเลย อิอิ

    ปล. คำว่าหมอยงอ่านยากเหมือนกันนะครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s