24 กันยายน 2558

ในช่วงบ่ายของวันแรกที่ผมมาร่วมงาน Thai Young Leaders Camp นี้ ผมกำลังนั่งอยู่ในวงสมาชิก 11 คนที่สนใจแก้ปัญหาสังคมด้านสุขภาพ ผมกวาดสายตาดูรอบๆ เพื่อหาคนที่อาจจะร่วมเป็นสมาชิกทีมด้วยได้ แล้วผมก็ต้องไปสะดุดกับคนที่นั่งด้านขวาของผม เมื่อผมเหลือบมองไปที่ป้ายชื่อที่นอกจากจะไม่ได้ลนไฟที่ปลายเชือกแล้วยังปรับความยาวไม่ได้นั้น บนป้ายมีตัวอักษรฟอนต์ขนาด 96 เขียนไว้เด่นชัดว่า นิว และด้านล่างกันนั้นด้วยชื่อจริงเป็นภาษาอังกฤษฟอนต์ขนาด 32 ว่า Teepisutt

ผ่านไปเสี้ยววินาทีที่สมองของผมไปค้นเจอชื่อนี้ใน long-term memory ความทรงจำระยะยาวสักแห่ง “มีคนชื่อนี้สองคนในโลกด้วยเว้ย” ผมคิดในใจ

ผ่านไปอีกสองสามนาที วงล้อมที่เงียบงันเริ่มแทรกสอดด้วยเสียงบทสนทนาจากทิศทางต่างๆ ทั้ง 11 คนต่างไม่รอช้าที่จะพูดคุยกับคนรอบตัวเพื่อเก็บข้อมูลต่างๆ ให้ได้มากที่สุดในระยะเวลาอันสั้น ราวกับว่านี่คืองานเลี้ยงรุ่นที่เพื่อนเก่าไม่ได้เจอกันมานานนับสิบปี

ตัวผมเองนั้นก็ไม่รีรอที่จะแนะนำตัวเองให้คนอื่นๆ ได้รู้จัก หลังจากที่ผมเอ่ยว่าผมทำงานอะไรและที่ไหน ก็มีเสียงจากคนชื่อคุ้นทางด้านขวาแทรกประสาทหูผมเข้ามาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูตื่นเต้น…

“‘จารย์นัทหรือเปล่าครับ?”

ย้อนกลับไปเกือบ 10 ปีที่แล้ว ผมมีโอกาสได้ไปทำหน้าที่เป็นอาจารย์พิเศษที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา โครงการการศึกษาพหุภาษา รับหน้าที่สัปดาห์ละ 3 วันเป็นผู้ช่วยสอนวิชาคอมพิวเตอร์ประถมปลาย และเป็นผู้สอนวิชาคอมพิวเตอร์ ม.5 ที่มีธีร์พิสุทธิ์เป็นนักเรียนเลขที่ 7 ของห้อง

ในตอนนั้นธีร์พิสุทธิ์ก็เป็นนักเรียนคนหนึ่งที่ดูจะสนใจในเรื่องเทคโนโลยีอะไรต่อมิอะไรมากกว่าคนอื่นๆ อยู่เสียสักหน่อย จึงคงไม่แปลกนักที่ผมในฐานะอาจารย์วิชาคอมพิวเตอร์จะนึกถึงธีร์พิสุทธิ์ขึ้นมา เมื่อผมได้รับรู้ว่ามีการแข่งขันหุ่นยนต์รายการหนึ่งที่กรุงเทพฯ

ธีร์พิสุทธิ์และเพื่อนของเขาตอบรับคำชักชวนของผมโดยง่าย ง่ายเสียจนอุปสรรคงานเอกสารต่างๆ ที่ผมต้องทำกับโรงเรียนเพื่อพานักเรียนไปแข่งนั้นดูยากเย็นราวกับการหาเสื้อไซส์ที่ต้องการในช่วงเซลท้ายซีซั่น แม้ว่าผลการแข่งขันตอนนั้นเราจะพ่ายแพ้กลับมาเหมือนกับขงเบ้งพ่ายทัพครั้งบุกวุยก๊กเป็นครั้งที่ 2 แต่สำหรับผมเองก็เป็นความประทับใจเล็กๆ ที่เราได้ทำอะไรบางอย่าง ณ วันนั้นในฐานะอาจารย์คนหนึ่ง

ผ่านมาเกือบสิบปีกับอีกสองวัน ผมกำลังนั่งอยู่ในห้องมืดๆ ที่แสงไฟทุกดวงพร้อมใจกันมุงรุมสาดส่องสายตาไปที่เวทีด้านหน้าราวกับว่ามันคือคนที่ถูกรถชนอยู่ข้างทาง บนเวทีนั้นมีธีร์พิสุทธิ์กำลังพูดถึงโครงการ Condomize ของเขา ทุกถ้อยคำสีหน้าและท่าทางช่างดูแจ่มจรัสจนผมไม่แน่ใจว่ามันเป็นเพราะแสงไฟที่ส่องไปมากมาย หรือ passion ความหลงไหลที่เขามีต่องานที่เขาทำกันแน่

แต่สิ่งที่ผมแน่ใจ คือตอนนั้นผมยิ้ม…

ผมคงไม่สามารถสำคัญตัวเองได้สักเท่าไหร่ แต่การที่รับรู้ว่าเราเป็นไม้แท่งหนึ่งบนสะพานที่เขาเดินข้ามมา ก็เป็นเรื่องที่ทำให้ใครยิ้มได้ไม่ยาก

และจนตอนนี้…ผมก็ยังยิ้มอยู่

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s