สืบเนื่องจากเมื่อปีใหม่ไปเยี่ยมญาตที่ Florida กับที่บ้านมา ขากลับก็เลยแวะญี่ปุ่นสักพักหนึ่ง โดยรอบนี้มีแผนที่จะแวะเที่ยวสั้นๆ สองวันแถวฝั่ง Kansai ก่อนที่จะกลับกรุงเทพอีกที โดยคราวนี้ตัดสินใจซื้อ JR Pass แบบทั้งประเทศไปเลย เพราะรวมๆ ก็ยังถูกกว่าซื้อเฉพาะแถบ Kansai กับตั๋วเครื่องบินมาทางนี้ โดยในวันแรกนี้ตั้งใจไปที่ Kobe ก่อน

หลังจากที่เมื่อวานเดินทางถึงญี่ปุ่นที่ NRT แล้วก็นั่งรถไฟมานอนคืนนึงที่ Osaka ตั้งแต่เช้าก็นั่งรถไฟ JR สาย Tokaido จากสถานี Osaka ยาวมา โดยเอาของมาฝากไว้ที่โรงแรมก่อน (พักที่ Kobe Bay Sheraton Hotel & Towers) ซึ่งต้องมาลงที่สถานี Sumiyoshi แล้วต่อสาย Rokko Liner มาลงสถานี Island Center (ค่าโดยสารต่อเที่ยว 250 เยน แต่ไปๆ กลับๆ เลยซื้อเป็น Day Pass ราคา 550 เยน ยังไงก็ถูกกว่าล็อกเกอร์ แต่เสียเวลากว่า)

หลังจากนั้นที่หมายแรกที่จะไปคือ Hyogo Prefectural Art Museum ก็นั่งกลับไปทางสาย JR เพื่อไปสถานี Nada แล้วเดินไปอีกประมาณ 20 นาทีก็จะถึง

ข้างในก็จะมีในส่วนงานแสดงถาวร กับพิเศษ แต่เบี้ยน้อยหอยน้อยเลยเอาแค่แบบงานถาวร ค่าเข้า 500 เยน ตื่นเต้นตกใจเพราะคนเยอะมาก โดยเฉพาะคนญี่ปุ่นสูงวัย เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ต้องต่อแถวซื้อตั๋วเข้าพิพิธภัณฑ์ยาวขนาดนี้!

นี่มันพิพิธภัณฑ์หรือ Disneyland

ในนั้นก็มีงานทั่วไป แต่ไม่เยอะมาก ถ้านับจำนวนอาจจะคิดเป็นแค่สัก 1 – 2 ใน 10 ของ MOCA ที่กรุงเทพฯ เสียด้วยซ้ำ แต่ทั้งหมดเป็นของคนญี่ปุ่น (ไม่แน่ใจว่าเฉพาะคนแถวนั้นด้วยไหม) ซึ่งน่าเสียดายที่ถ่ายรูปข้างในมาไม่ได้เท่าไหร่ เพราะว่ามีความย้อนแย้งประหลาดคือ เค้าอนุญาตให้ถ่ายรูปได้ แต่ไม่อนุญาตให้ใช้มือถือ เลยใช้มือถือถ่ายรูปไม่ได้ เข้าใจว่าเพราะมือถือฯ ที่ญี่ปุ่นมันจะปิดเสียงถ่ายรูปไม่ได้

แต่เราก็หน้าด้านไปขอเจ้าหน้าที่ถ่ายรูปนึงที่ชอบมาก เค้าก็เลยรอให้แถวนั้นไม่มีแขกคนอื่นแล้วถึงยอมให้ถ่าย (เดาว่ากลัวรบกวนคนอื่น) ซึ่งเค้าก็คงงงๆ ไปนิดนึงว่า อ้าว กล้องไม่มีเสียงหรอ?

ชอบอันนี้ที่สุด นี่งานแบบยุค ’80 นะเนี่ย

หลังจากนั้นก็เดินริมอ่าวทนความหนาวและสายฝนมาทางทิศตะวันตกนิดนึง ก็จะมาถึง Disaster Reduction & Human Renovation Institution ซึ่งตรงนี้จะมีพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่แถวนี้เมื่อปี 1995 (The Great Hanshin Earthquake) ตั้งแต่เหตุการณ์ตอนนั้น ไปจนถึงการฟื้นฟูและสร้างเมืองขึ้นมาใหม่ มาจนถึงความรู้ในการรับมือกับแผ่นดินไหวต่างๆ ซึ่งจริงๆ นิทรรศการต่างๆ ค่อนข้างน่าสนใจมากและมีภาษาอังกฤษเกือบหมด ขนาดลุงที่เฝ้าอยู่ดูแก่ๆ แต่พูดอังกฤษปร๋อกว่าคนญี่ปุ่นทั่วไปมาก

เดินชิลริมหาด
รวมภาพกับวัตถุต่างๆ พร้อมเรื่องราวจากเหตุการณ์ครั้งนั้น

ที่รู้สึกประทับใจคือ ด้วยภาพที่เห็นหลังจากแผ่นดินไหวที่อะไรๆ แทบจะหายไปหมด ยี่สิบกว่าปีกลายมาเป็นเมืองทึบๆ แบบนี้ได้อีกก็รู้สึกว่าคนญี่ปุ่นนี่ efficient มีประสิทธิภาพกันจัง อย่างรถไฟเนี่ยเค้าใช้เวลาประมาณ 4 เดือนถึงซ่อมและกลับมาให้บริการเหมือนเดิมปกติทุกอย่างได้ คิดว่าถ้าเป็นที่ไทยจะใช้เวลาเท่าไหร่เนี่ย?

จากนั้นก็เดินกลับมาที่สถานี Nada ต่อรถไฟไปสถานี Motomachi แล้วเดินไปที่สวน Meriken Park ตรง Kobe Port

ระหว่างเดินกลับมาสถานี Nada เจอวิวนี้สวยดี

อันนี้ก็เดินดูอะไรทั่วไปดูวิวสวยๆ กับมี Kobe Maritime Museum แต่เนื่องจากไม่ได้สนใจมากเลยไม่ได้เข้าไปดู ที่รู้สึกว้าวก็คงมี Starbucks ที่อยู่กลางสวนฯ ถือว่าเป็นจุดที่เจ๋งดี เหมาะกับการนั่งชิลดูวิว และคิดว่าถ้ามาช่วงอื่นที่ไม่ใช่หน้าหนาวบรรยากาศอาจจะดีกว่านี้

ซากความเสียหายจากแผ่นดินไหว ส่วนที่เค้าเก็บไว้เป็นอนุสรณ์
อีกจุดที่เก็บไว้

Starbucks บนเดินหญ้า ถ้ามาช่วงอื่นน่าจะสวยกว่านี้

หลังจากนั้นก็ตัดสินใจรีบกลับมาที่โรงแรมเพื่อเคลียร์งานมากมาย ดูนั่นดูนีในโรงแรม อาบน้ำแช่ออนเซน กินข้าวเย็นที่ร้านอาหารในตึก (ที่ไม่ใช่ของโรงแรม) และนอน

Kobe Bay Sheraton Hotel & Towers (ไว้แยกโพสต์เรื่องโรงแรมมาอีกอันนึง)
Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s