Education and its economical value.

วันนี้บังเอิญได้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการนำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบผ่านเข้ามาบนหน้า Facebook ผม ถึงกับมีการสร้าง Page ขึ้นมาเลยทีเดียว

หากพูดตามตรง ผมไม่มีรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้อย่างเชิงลึกมากนัก และคงไม่กล้าที่จะวิเคราะห์ถึงข้อดีข้อเสียต่างๆ ไปจนถึงการตัดสินว่าควรหรือไม่ควรที่จะมีการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ แต่ประเด็นหนึ่งที่จะค่อนข้างมีจุดยืนที่ตายตัวอยู่แล้ว คือเรื่องการ subsidize อุดหนุนค่าใช้จ่ายทางการศึกษาจากภาครัฐ (ซึ่งในความเข้าใจของผม น่าจะเป็นประเด็นแยกจากการอยู่ในระบบหรือออกนอกระบบ เพราะจะอยู่ในระบบไหนถ้ารัฐจะอุดหนุนค่าใช้จ่ายซะอย่างก็คงทำได้อยู่แล้ว)

ผมเองเป็นคนที่ค่อนข้างจะไม่ปลื้มระบบการศึกษาที่มีอยู่ในปัจจุบันอยู่แล้ว (ไม่ว่าจะของประเทศไหนๆ) ด้วยความไร้ประสิทธิภาพ และการบริหารจัดการต่างๆ จะรู้สึกว่ามันมีความสิ้นเปลืองในหลายๆ ส่วนอยู่มาก จนทุกวันนี้ผมคิดว่า เราจ่ายเงินเป็นแสนๆ ล้านๆ เพื่อใบปริญญาที่จริงๆ แล้วไม่ได้มีคุณค่าที่แท้จริงอะไรเทียบได้กับจำนวนเงินที่เสียไปสักเท่าไหร่

และผมเองก็ไม่ค่อยปลื้มกับโมเดลของการ subsidize อุดหนุนค่าใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ด้วยความเชื่อลึกๆ ว่า ใน free market ตลาดเสรีนี้ การซื้อขายทุกอย่างควรเป็นไปตามกลไกธรรมชาติของมัน แล้วการให้ความสำคัญและมูลค่าของสิ่งต่างๆ จะเป็นไปอย่างสมดุล รวมไปถึงการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อตอบสนองความต้องการด้วย

แต่แน่นอนครับว่า ในชีวิตสังคมจริง โมเดลของการอุดหนุนเหล่านี้ก็อาจจะหลีกเลี่ยงไม่ได้สักทีเดียว เราอาจจะยังมีบางเรื่องบางสิ่งที่เรามองว่ามันเป็นสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานที่รัฐควรให้การสนับสนุนประชาชน เพราะสังคมโดยรวมจะได้รับประโยชน์จากการอุดหนุนนั้น (ยกตัวอย่างเช่น ช่วยแก้ปัญหาปากท้อง ก็ช่วยลดปัญหาอาชญากรรมในสังคม หรืออุดหนุนค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ ก็อาจจะช่วยลดการแพร่กระจายของโรคร้ายบางอย่าง ฯลฯ) ซึ่งการที่จะตัดสินว่าอะไรเหมาะสมไม่เหมาะสมนั้น ก็คงเป็นความคิดที่แตกต่างไปของแต่ละคน

แต่ด้วยความเชื่อที่ผมมองว่าการศึกษาในปัจจุบันนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดมูลค่าในสังคมสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเปรียบเทียบกับเม็ดเงินที่เราจำเป็นต้องลงทุนไปในระบบด้วยแล้ว ยิ่งต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ผมเห็นด้วยที่รัฐจะมีการอุดหนุนการศึกษาขั้นพื้นฐาน และทำให้การศึกษาขั้นพื้นฐานมีคุณภาพมากพอที่จะทำให้ประชาชนอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างมีความสุข แต่สำหรับการศึกษาภาคอุดมศึกษาแล้ว ผมมองว่าเป็นการศึกษาระดับวิชาชีพที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน และด้วยลักษณะเนื้อหาที่เข้มข้น เฉพาะทาง เป็นการเรียนรู้ที่เหมาะกับกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ ที่มีเป้าหมายในการประกอบวิชาชีพดังกล่าวนั้นให้เกิดประโยชน์กับตนเองและสังคม

แต่ทุกวันนี้ภาพของการศึกษาในระดับอุดมศึกษา กลับเต็มไปด้วยนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ หรือเศรษฐศาสตร์ที่สุดท้ายแล้วยากนักที่จะได้ใช้ความรู้ความสามารถที่ได้ใช้เงินร่ำเรียนมามากมายให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้คุ้มค่าอย่างที่ควรจะเป็น

ผู้เรียนที่ไม่ได้เป็นคนจ่ายค่าเล่าเรียน ย่อมไม่ได้เห็นความสำคัญของมูลค่าที่แท้จริงของการศึกษา และไม่ได้นำปัจจัยเรื่องค่าใช้จ่ายและมูลค่าทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของวิชาชีพนั้นๆ มาใช้ประกอบการตัดสินใจเข้าศึกษาในสถาบันหรือสาขาวิชาต่างๆ เหมือนที่พวกเราจะเลือกซื้อสินค้าต่างๆ หรือการที่นักธุรกิจจะเลือกตัดสินใจลงทุนในโครงการต่างๆ

อีกทั้งสถาบันการศึกษาที่ไม่ได้มีความจำเป็นต้องแข่งขันกันสร้างการศึกษาที่มีคุณภาพ และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจและความพึงพอใจคุ้มค่ากับราคาขายที่ผู้เรียนต้องซื้อ เพราะด้วยเงินอุดหนุนจากภาครัฐที่ลอยมา ร่วมกับการที่ต้องเพิ่มจำนวนที่นั่งให้ได้มากที่สุด ล้วนแล้วแต่เกื้อหนุนยิ่งให้เกิดการศึกษาที่ไร้คุณภาพ และการไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริงของการศึกษาของผู้เรียน

ดังนั้นโมเดลที่ผมเองออกจะเห็นด้วยมากกว่า คือโมเดลของการมีค่าเล่าเรียนที่สะท้อนความเป็นจริง แต่เปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้หรือทรัพย์สินน้อยได้ใช้เงินในอนาคตของตนเองมาใช้จ่ายล่วงหน้า ซึ่งก็เป็นเงินที่บุคคลเหล่านั้นควรจะหาได้มากขึ้น จากการเรียนที่มากขึ้นนี้เช่นเดียวกัน

แต่จริงๆ แล้ว ภาพการออกมาต่อต้านการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบอย่างตื้นเขิน และนำค่าเล่าเรียนเป็นตัวนำ และปราศจากการมองภาพให้รอบในเชิงลึกก็ค่อนข้างสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนแล้วว่า การศึกษา ไม่ว่าจะในระดับพื้นฐาน หรือในระดับอุดมศึกษานี้ล้มเหลวอย่างไร

จนบางที ผมก็อดแปลกใจไม่ได้ว่า ในประเทศที่เราแสนจะภูมิใจในความเป็นประชาธิปไตย แต่เรากลับมีรากฐานทางความคิดที่ออกจะเอียงไปทาง communism สังคมนิยมที่เราตราหน้าว่าเป็นสิ่งชั่วร้ายได้แบบนี้

Advertisements

And my very first vote goes to…

ไม่ไหวแล้ว!

ที่ผ่านมา หลายๆ คนรอบๆ ตัวผมคงจะพอทราบดีว่า ในชีวิตนี้ผมยังไม่เคยไปเลือกตั้งแม้แต่ครั้งเดียว แม้่ว่าจะมีสิทธิ์มาแล้วหลายครั้ง

สำหรับมุมมองทางการเมืองของผม แม้ว่าผมจะไม่ได้มีความเชื่อที่รุนแรงกับระบอบประชาธิปไตยมากมายนัก แต่ก็เป็นกระบวนการที่ผมยอมรับได้ ซึ่งในมุมนี้ ผมมองว่าการเลือกตั้ง คือการเลือกผู้แทนเราเพื่อไปปกป้องผลประโยชน์ของเรา หรือถ้าให้พูดกันง่ายๆ ตรงไปตรงมาก็คือ เราใช้สิทธิ์ของเราในการเลือกผู้แทนเรา ที่คิดว่าจะไปทำให้เราเกิดผลประโยชน์สูงสุด หรืออย่างน้อยที่สุดคือในขอบเขตที่ยอมรับได้

ที่ผ่านมา ผมคงต้องพูดตามตรงว่า ผมมองไม่เห็นว่าการที่ถ้าใครจะได้เป็นผู้แทนในเขตผม หรือใครจะได้เป็นรัฐบาลแล้ว จะทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนแปลง ได้ หรือว่าเสียผลประโยชน์อย่างไร ผมจึงยังไม่เคยคิดจะไปลงคะแนน และคิดว่าสามารถนำเวลาสองสามชั่วโมงตรงนั้นของชีวิต ไปทำอะไรให้กับตัวเองที่มีคุณค่ามากกว่า โดยที่แม้ว่าผลสรุปการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร ผมก็รู้สึกยอมรับได้ ซึ่งผมก็รู้สึกว่าการคิดแบบนี้มันแฟร์ดี (แม้ว่าบางคนอาจจะไม่เห็นด้วย)

แต่ครั้งนี้ ผมรู้สึกพลาด

เพราะผมกำลังเสียหายอย่างมหาศาลกับสิ่งที่เป็นอยู่ปัจจุบัน

ผมคงไม่สามารถจะชี้ชัดฟันธงได้ว่า ตกลงใครจะวางยาใครหรือเปล่า แต่ต่อให้การวางยาเกิดขึ้นจริง ยาที่สีแปร่งกลิ่นชัดและเห็นได้ทนโท่ขนาดนี้ คนที่โง่ไปแดกยาพิษนี่มันน่าด่ากว่าหลายเท่านัก

ส่วนเรื่องลูกบอล EM จากที่ผมได้พยายามหาข้อมูลจากสื่อ และผู้รู้ในสาขาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมแล้ว ก็พบว่าการใช้งานจุลินทรีย์เพื่อวัตถุประสงค์ลักษณะนี้ก็ไม่ต่างกับการใช้ยากับคนไข้ ที่จำเป็นต้องมีการควบคุมชนิดและปริมาณให้เหมาะสมกับลักษณะน้ำและสภาพแวดล้อมต่างๆ ซึ่งในกรณีนี้การใช้แบบสุ่มสี่สุ่มห้า แม้ว่าจะมีความน่าจะเป็นที่จะเกิดผลดี แต่ก็คงไม่ต่างกับการกราดใช้ยาปฏิชีวนะแบบไม่เลือกที่รังแต่จะเกิดส่งผลเสียหายในภาพรวมมากกว่า ซึ่งข้อมูลทางวิชาการเหล่านี้ผมคิดว่ามันไม่ได้ยากเกินกว่าที่ทางการจะตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว การเห็นภาพนายกรัฐมนตรีนั่งสวยในเรือแล้วโยนบอลในทีวีสิงค์โปร์ จึงเป็นเรื่องที่บัดซบยิ่งนัก

จริงๆ ผมคงไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานมายืนยันอะไรมาก ว่าถ้ารัฐบาลเป็นอีกฝ่ายหนึ่งแล้ว อะไรๆ มันจะดีกว่านี้สักแค่ไหนหรืออย่างไร แต่ด้วยสภาพแบบนี้ มันก็คงไม่ต่างกับซื้อขนมยี่ห้อหนึ่งแล้วรสชาติเหมือนขี้เล็บ สิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้ คงเป็นการเลือกซื้อขนมยี่ห้ออื่น โดยภาวนาว่ามันจะรสชาติไม่เหมือนขี้เล็บ

เพราะหลายๆ คนที่เลือกรัฐบาลนี้ ก็ใช้ตรรกะเดียวกันนี้กับรัฐบาลที่แล้วเหมือนกัน

Wednesday Child

ในประเด็นการเมืองช่วงที่ผ่านมานี้ จริงๆ แล้วมีเรื่องหนึ่งที่ออกจะขัดหูขัดตาผมอยู่พอสมควร (และก็คงเป็นเรื่องหนึ่งที่ทำให้ค่อนข้างอคติกับพวกสาย Liberal Democracy สักหน่อย)

นั่นก็คือสารพัดการแดกดันประชดประชันชนชั้นกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อยู่ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร

ผมเองก็คงเป็นคนที่จัดได้ว่าอยู่ในกลุ่มชนชั้นกลางอยู่ไม่มากก็น้อย ทุกๆ ครั้งที่ได้ยินอะไรแบบนี้ ก็จะอดหงุดหงิดไปเสียไม่ได้ วันนี้เลยจะขอโพสท์ระบายอารมณ์เสียบ้าง

ในความเป็นจริงหากมองในภาพรวมแล้ว ผมคิดว่าข้อครหาที่มีต่อชนชั้นกลางต่างๆ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคนที่จัดตัวเองอยู่ในกลุ่มรากหญ้า และกลุ่มชนชั้นกลางที่จัดตัวเองว่าก้าวข้ามความคิดเดิมของชนกรุงเทพฯ ไปแล้วนั้น) ก็ค่อนข้างสมเหตุสมผล เราคือกลุ่มคนที่ไม่ได้เข้าใจปัญหาในภาพรวมจริงๆ ไม่ได้เข้าใจว่าปัญหาความยากจนที่เกษตรมีเป็นอย่างไร ไม่เข้าใจว่าความยากลำบากในชีวิตของกลุ่มคนรากหญ้าเป็นอย่างไร

สิ่งที่เราทำ มีแต่การชี้หน้าด่าคนที่เราเชื่อว่าคือ “คนโกงกินประเทศชาติ” และรู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจกับการที่วิหารแห่งวัตถุนิยมของพวกเราถูกปิด และซ้ำร้ายถูกเผาในเวลาต่อมา

คนอื่นอาจตัดสินจากมุมมองเหล่านี้ของพวกเราว่าช่างคับแคบ ซึ่งผมคงไม่ปฏิเสธ และเห็นด้วยว่าเราคงต้องปรับทัศนคติให้กว้างขึ้น ถึงจะนำพาประเทศชาติให้พ้นจากปัญหาที่มีอยู่นี้

เพียงแต่ผมคิดว่ามันไม่ยุติธรรม ที่เราจะกล่าวหาชนชั้นกลางว่าพวกเราผิด แค่เพียงเพราะพวกเรามีความเชื่อเช่นนี้

ชนชั้นกลางที่เติบโตในสังคมเมือง เราถูกเสี้ยมสอนให้นับถือในสิ่งที่สังคมเชื่อว่าดีงาม และชีวิตของพวกเราวุ่นวายเกินกว่าที่จะใส่ใจถึงเหตุและผลของความเชื่อเหล่านั้น

ในโลกของเรา เราถูกสอนให้แข่งขันในสนามแข่งที่ทุกคนต้องเอาตัวรอด เราถูกสอนให้พึ่งพาตนเอง ให้เชื่อว่าชีวิตของพวกเราจะสำเร็จได้ถ้าเราพยายาม และทุกสิ่งที่เราหาได้คือสิ่งที่เราหาได้ด้วยตัวเอง ระบบในสนามที่เราแข่งขันอยู่ถูกออกแบบมาให้แข่งขันอย่างเป็นธรรม (อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง) เราจึงไม่เข้าใจเมื่อกลุ่มคนรากหญ้าต่างออกมาเรียกร้องให้คนอื่นช่วยเหลือ โดยที่ไม่คิดจะทำอะไรเอง เราไม่เข้าใจว่าสนามที่เขาแข่งขันอยู่นั้นมีความไม่ยุติธรรมอย่างไรบ้าง

เราถูกสอนมาว่าการโกงกินคือสิ่งที่ผิด ทุกคนต้องแข่งขันอย่างยุติธรรม เราเลยไม่เข้าใจเมื่อใครบางคนใช้อำนาจในทางที่ผิด และนำผลประโยชน์เข้าตัว เราตัดสินว่าเขาผิด เพราะเราไม่เห็นว่าสิ่งที่เขาทำเพื่อตนเองนั้น อาจจะมีบางส่วนที่ไปถูกใจใครในระดับอื่นๆ ที่เราเข้าไม่ถึง และมองไม่เห็น

เราเป็นเพียงกลุ่มคนที่เอาแต่วิพากษ์วิจารณ์ และใช้ชีวิตของเราไปตามระบบสังคมที่ออกแบบไว้อย่างเข้มงวด ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้ว เราไม่ใช่คนที่มีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย เราไม่ได้มีเงินตรา อำนาจบุญวาสนาบารมี หรือกำลังที่จะมาต่อสู้แย่งชิงอะไรกับใคร เราไม่ได้มีจำนวนเสียงที่นับตามจำนวนจิตวิญญาณตามระบอบที่เราเชื่อให้ทุกคนมีค่าเท่ากับหนึ่งหน่วยจนทำให้เป็นเสียงส่วนใหญ่ได้

ใครมีอะไรอยากให้พวกเรารับรู้ คุณบอกมาดีๆ เราพร้อมที่จะรับฟัง

แต่อย่าโทษเรา ถ้าเราไม่เข้าใจ

เพราะเราเป็นแค่ลูกคนกลาง ที่ไม่ได้มีอำนาจพอจะทำอะไรได้ดั่งใจเหมือนพี่ใหญ่ และไม่สามารถจะงอแงเรียกร้องให้ใครเอาใจได้เหมือนน้องเล็ก

Google+ or Google-?

ก็เป็นที่ฮือฮาอยู่พอสมควรในช่วงนี้ สำหรับข่าว Google Plus (หากใครยังไม่ทราบ ก็ขอสรุปง่ายๆ ว่าเป็นเว็บเครือข่ายสังคมของทาง Google ที่มีเป้าหมายลึกๆ ที่จะตี Facebook ให้ได้)

จุดเด่นที่สำคัญที่สุดที่ Google Plus พยายามนำเสนอมา (และคิดว่าเป็นจุดที่เหนือกว่า Facebook) คงเป็นเรื่องของ Circles หรือการจัดการเพื่อนของเราออกเป็นวงต่างๆ และทำให้เราเลือกได้ง่ายขึ้นว่าจะแชร์อะไรให้เพื่อนวงไหน

ถ้าให้พูดตามตรง ผมเองไม่ค่อยมีความเห็นที่แน่ชัดกับ Google Plus มากกว่าจะรุ่งหรือจะร่วง (ต่างกับตอนที่เห็น Google Wave หรือ Google Buzz ออกมาทีแรกแล้วค่อนข้างมั่นใจว่าดับแน่ๆ)

แต่ตอนนี้ถ้าให้แสดงความคิดเห็นสั้นๆ เร็วๆ ผมคิดว่ามีเงื่อนไขสำคัญ 2 ประการที่จะทำให้ Google Plus ไปรอดได้

ประการแรก Facebook ต้องพลาดท่า ซึ่งถ้าอิงจากกรณีของ Hi5 นั่นคือเมื่อถึงจุดที่ Facebook ไม่สามารถควบคุม user-generated content คอนเทนต์ที่เกิดจากผู้ใช้หรือ third-party content คอนเทนต์จากบุคคลที่สาม (เช่นแอปหรือเกมต่างๆ) ให้อยู่กับร่องกับรอยจนไม่กระทบกับประสบการณ์ใช้งานโดยรวมได้ ผมคิดว่า Facebook เคยเกือบพลาดพลั้งแล้วครั้งหนึ่งช่วงที่มี Wall Post จากเกมเยอะๆ แต่ถือว่า Facebook ก็จัดการได้ดีทีเดียว ในอนาคตสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งคงเป็นเรื่องที่ Facebook จะดูแลและควบคุมการใช้ฟีเจอร์ต่างๆ เพื่อการตลาดของเหล่านักธุรกิจ (เช่นแท็กโฆษณา หรือการจัดแคมเปญต่างๆ) ได้อย่างไร (ซึ่งล่าสุดก็มีการออกแนวทางปฏิบัติมาแล้ว)

ประการที่สองที่ค่อนข้างสำคัญ และเป็นจุดอ่อนของ Google มาตลอด คือการทำให้ผู้ใช้ทั่วไปเข้าใจระบบ Circles (ซึ่งโดยส่วนตัวผมคิดว่าไม่ง่าย)

ที่ผ่านมาผลิตภัณฑ์ของ Google มีฟีเจอร์ที่ดีและโดดเด่นกว่าคู่แข่งอยู่เยอะ แต่อย่างหนึ่งที่เป็นจุดอ่อนของ Google คือความพยายามที่จะนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ ซึ่งจริงๆ แล้วดี แต่ความเข้าใจยากเกินไปสำหรับผู้ใช้ทั่วไป (เช่นเป็นรายแรกๆ ที่พยายามจะทำอีเมลเป็น conversation รวมกลุ่มตามการสนทนาซึ่งจะขัดกับความเข้าใจเดิมของผู้ใช้ที่มีต่ออีเมลปกติ หรือการเก็บเอกสารแบบ Google Docs ที่ค่อนข้างขัดกับความเข้าใจในเรื่องของระบบไฟล์ที่ผู้ใช้เดิมมี ไปจนถึง Google Wave เองที่ล้ำจนไม่เข้าใจเลยว่ามันคืออะไร) ดังนั้นที่ผ่านมาผลิตภัณฑ์เหล่านี้จึงมักจะเป็นที่นิยมแต่ในกลุ่ม power user ผู้ใช้ระดับสูงที่มีความชำนาญพอจะเข้าใจอะไรต่อมิอะไรของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้

อย่างหนึ่งที่เราสังเกตได้จาก Google Plus คือการพยายามออกแบบในเรื่องของสิทธิ์การเข้าถึงของเนื้อหาต่างๆ ที่ผู้ใช้โพสท์เข้าไปตั้งแต่เริ่มต้น (ซึ่ง Circles เป็นผลจากความพยายามอันนั้น) ปัญหาคือ ผมคิดว่า Circles นั้นเข้าใจยากกว่าการบอกว่าเป็นเพื่อนกัน (บน Facebook) หรือบอกว่าใครตามอ่านของใคร (ใน Twitter) อยู่มาก และค่อนข้างชวนสับสนว่าเราควรจะจัดอะไรไปอยู่ที่ไหนอย่างไร และผลที่จะตามมาเป็นอย่างไร แม้แต่ผมเองในช่วงแรกๆ ก็เกิดอาการ “ชะงัก” อยู่ไม่น้อยว่าจะจัดอะไรอย่างไรดี และในระยะยาวผมคิดว่าการจัดการกลุ่มจำนวนมากเหล่านี้ รวมถึงการเลือกว่าจะแชร์อะไรให้ใครไม่แชร์ให้ใครคงจะวุ่นวายน่าดู อีกทั้งการจัดการความทับซ้อนของความสัมพันธ์ (เช่นบางคนอาจจะเป็นทั้งเพื่อนที่โรงเรียน และเพื่อนที่ทำงาน) บางทีเราจัดซ้อนไปซ้อนมาก็ค่อนข้างชวนให้งง และยังไม่เห็นวิธีง่ายๆ ที่จะจัดการรายชื่อเหล่านี้ในอนาคต ตรงนี้ Google คงต้องทำการบ้านอย่างมากว่าอินเตอร์เฟซจะเป็นอย่างไรให้เข้าถึงผู้ใช้ทั่วไปให้ได้มากที่สุด

แต่ถ้าให้เลือกตอนนี้ ผมคงต้องบอกว่าขอลงเดิมพันไว้กับ Facebook ก่อน ทั้งในเรื่องของฐานผู้ใช้ และพันธมิตรต่างๆ รอบตัวที่ทำได้ไว้ค่อนข้างดีในเวลาที่ผ่านมา

Winner takes all.

ใกล้เลือกตั้งเข้ามาทุกทีแล้ว บรรยากาศการแสดงความคิดเห็นบนพื้นที่ต่างๆ ก็ยิ่งร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อสักครู่นี้ผมย้อนไปอ่านบล็อก Monopoly Parliament ที่ผมเขียนขึ้นตั้งแต่สมัยยังใช้ชื่อ NuttyGM อยู่ ตอนนั้นเป็นช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2548 พอดี นึกย้อนไปก็ใจหายเหมือนกันครับว่า เราก็ไม่ได้คิดเลยเหมือนกันว่าการเมืองไทยจะก้าวดำเนินมาถึงจุดนี้ได้ (ทีแรกจะพิมพ์คำว่าก้าว แต่คิดอีกทีมันมีความหมายในเชิงบวกไปหน่อยเลยไม่เอาดีกว่า)

ถ้าใครมาถามผมว่าผมจะเลือกเบอร์อะไร ผมก็คงตอบเหมือนเดิมอย่างที่ตอบตลอดตั้งแต่มีสิทธิ์เลือกตั้ง คือไม่ไปเลือก (ตั้งแต่มีสิทธิ์มา ไม่เคยไปเลือกตั้งหรือลงประชามติสักครั้งเดียว) โดยที่จุดยืนของผมเองก็คงยังเป็นเหมือนเดิมคือ ผมไม่เชื่อในประชาธิปไตย (ไม่แน่ใจว่าผิดรัฐธรรมนูญมั้ยที่พูดแบบนี้?)

แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ไม่ได้มีความคิดทางการเมืองที่รุนแรงถึงขนาดที่ว่าอยากจะเปลี่ยนประเทศไทยไปใช้ระบอบไหนหรอกนะครับ (หรือถ้าพูดให้ถูก ต้องบอกว่าไม่ได้มีไอเดียที่ดีกว่าที่ใช้อยู่กันในปัจจุบัน) โดยส่วนตัวถึงแม้จะไม่เชื่อ แต่ก็กล้าพูดว่ายอมรับที่จะอยู่ภายใต้ระบบที่มีอยู่ปัจจุบัน

ในอดีตที่ผ่านมา ผมเองไม่เคยรู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจอะไรไม่ว่าใครจะได้ขึ้นมามีอำนาจด้วยวิธีการใด เหตุหนึ่งคงเป็นเพราะมันก็ยังไม่ได้มีอะไรมากระทบกับชีวิตผมเองตรงๆ

แต่ผมเองก็เป็นคนที่ชอบคุยเรื่องการเมืองนะครับ ยิ่งในช่วงนี้ที่การเมืองร้อนแรง การพูดคุยก็ยิ่งสนุกสนานยิ่งขึ้นไปด้วย จะว่าไปมันก็เหมือนถกเถียงกันเรื่องวิทยาศาสตร์นะครับ ฟังคนยกหลักฐาน ยกข้อมูลมาประชันกัน มันก็ประเทืองปัญญาเราดี ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม

ถึงกระนั้น ก็จะมีความคิดเห็น หรือหลักฐานข้อมูลบางส่วนที่โดยส่วนตัวผมจะรู้สึกรำคาญเวลามีใครยกขึ้นมา และหากจะต้องไปเลือกสักเบอร์นึงจริงๆ คงไม่ใช้ข้อมูลหลักฐานเหล่านี้มาประกอบการพิจารณาเลย ซึ่งผมจะขอยกตัวอย่างมาบางส่วน ได้แก่

  1. เรื่องรัฐบาลสั่งฆ่าประชาชน (หรือในทางกลับกัน หาว่าอีกฝ่ายเป็นต้นเหตุที่ทำให้มีการปะทะ) เพราะผมคิดว่า มันไม่มีรัฐบาลโง่ที่ไหนจะสั่งฆ่าประชาชนให้ตัวเองลำบากอยู่แล้วล่ะครับ และเหตุการณ์ในครั้งนั้นผมว่ามันวุ่นวายเกินกว่าที่เราจะจับต้นชนปลายและสรุปได้ว่าใครเริ่มโจมตีใคร ต่อจะให้มีความพยายามในการสืบสวนเท่าไหร่ความจริงก็ไม่มีวันกระจ่าง การที่จะยกความผิดให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยปริยายมันจึงเป็นความคิดที่ตื้นเขินเกินไปสักหน่อย แต่ก็ไม่ใช่ผมไม่ได้รู้สึกอะไรกับการที่มีคนตายนะครับ แต่ผมก็กล้าพูดว่าเพราะผมไม่ใช่ญาติพี่น้องกับคนเหล่านั้น ก็คงไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรเท่ากับคนอื่น แต่เวลาเห็นฝ่ายนั้นเอาคนตายมาอ้าง ก็แอบหมั่นไส้ว่า ถ้าคนที่ตายไม่ใช่พวกเดียวกัน จะโวยวายอะไรขนาดนี้มั้ย ตัวเองก็กำลังเอาความตายของเค้ามาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองน่ะแหละ อย่ามาอ้างอะไรให้มากเสียนักเลย
  2. ตรรกะหนังสติ๊ก ที่ใช้เป็นการประกอบเพิ่มความรู้สึกว่าฝ่ายเสื้อแดงคือฝ่ายไร้กำลังไม่มีทางสู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพยายามอ้างจากภาพสื่อที่ออกมา ประการแรกเลยคือ การที่มีภาพของหนังสติ๊ก มันไม่ได้แปลว่ามันมีหนังสติ๊กอย่างเดียว เช่นเดียวกับปริมาณภาพจากฝ่ายต่างๆ ที่พยายามเอามาถกเถียงกันว่าใครทำอะไรใครก่อนด้วยความรุนแรงเท่าไหร่ เพราะผมเองก็เป็นคนที่คลุกคลีกับการทำงานกับสื่อ (หมายถึง media ที่แปลว่า medium ไม่ใช่หมายถึง press) ทำให้ผมรู้ว่าภาพนั้นปรุงแต่งได้ง่าย โดยไม่จำเป็นต้องแก้ไขให้ถือว่าเป็นการโกหก ไม่ว่าจะจากการตกแต่งสี การตัดกรอบ (crop) การเลือกถ่าย เลือกนำเสนอ เป็นต้น และข้อมูลด้านปริมาณก็ตอบได้ยาก แม้ว่าอาจจะเป็นผลทางสถิติ แต่ว่าก็ไม่มีอะไรที่ยืนยันได้ว่าเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถืออยู่ดี ดังนั้นการเชื่ออะไรจากแค่ภาพถ่าย ไม่ว่าจะฝ่ายไหน ผมจึงไม่คิดว่าเหมาะที่จะนำมาพิจารณา
  3. ไม่เอาคนเผาเมือง เหมือนกันคือ การจะตัดสินว่าอีกฝ่ายไม่ดี จากการเกิดเพลิงไหม้ที่ยังไม่ทราบผู้กระทำแน่ชัด ก็ดูจะตื้นเขินเกินไป
  4. เรื่องโกงๆ เพราะยังไงการเมืองมันคือการเข้าไปเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองอยู่แล้ว (เพียงแต่ในกระบวนการของการทำเพื่อตัวเอง เราจะทำเพื่อคนอื่นจนคนอื่นเค้ายอมรับและโอเคให้เราได้ประโยชน์หรือเปล่านั้นมันอีกเรื่อง) มันเลยน่ารำคาญเวลาจะอ้างกันเรื่องโกง เพราะจะรัฐบาลไหนมันก็โกงทั้งนั้นแหละ
  5. หุ่นเชิด จะอภิสิทธิ์หรือยิ่งลักษณ์ก็เถอะ ผมคิดว่ามันไม่แปลกและไม่ผิดที่จะมีคนที่มาเป็นเบื้องหน้าเพื่อทำอะไรแทนใคร คนหน้าตาดีมีสง่าราศีพูดเก่ง เป็นฝ่ายไหนก็ต้องอยากเอามาเป็นเบื้องหน้าทั้งนั้นแหละครับ เพราะยังไงโลกนี้ก็ยังมีคนตัดสินคนที่หน้าตาอยู่ อย่างผมพูดตรงๆ เลยครับว่าอยากเห็นหน้าอภิสิทธิ์บนจอทีวีมากกว่าหน้าทักษิณ เพราะมันงามตากว่า

จริงๆ บล็อกนี้ก็ล่อเป้าอยู่พอสมควร แทนที่จะมัวแต่เม้าท์อดีตรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาฯ เอาเป็นว่า ผมไปทำอะไรๆ ในเรื่องการศึกษาของผมต่อดีกว่าครับ

Piece of Cake

ช่วงนี้ก็เป็นช่วงเวลาที่ท้องถนนจะมีสีสันและตัวเลขมากมายหนาหูหนาตามากกว่าปกติเสียสักหน่อย

ถ้าให้พูดตามตรง ตั้งแต่ผมเองมีสิทธิ์ที่จะไปเลือกตั้งได้ตามกฎหมาย ผมเองไม่เคยจะไปเลือกสักครั้งเดียว (ไม่แม้แต่จะไปโหวตโน) ซึ่งถ้าให้พูดตามกระแสโลกปัจจุบัน ก็ออกจะเป็นพฤติกรรมที่ไม่น่าดูชมสักเท่าไหร่

ที่ผ่านมา ผมเองมักจะให้เหตุผลง่ายๆ ว่าเพราะผมเองไม่ได้สนใจการเมือง และเมื่อผมไม่คิดว่าผมมีความคิดหรือทัศนคติอะไรที่ชัดเจนว่าจะไปเลือกอะไร ผมก็เลยไม่เห็นประโยชน์ว่าผมจะต้องไปเลือกอะไร และหากการเลือกนั้นทำให้ผมเสียสิทธิ์อะไรไปบ้าง แล้วผมก็ยอมรับการที่จะเสียสิทธิ์เหล่านั้น ผมก็ไม่คิดว่าใครจะมาว่าอะไรผมได้

แต่ถ้าเป็นในปัจจุบันนี้ หากถามผมว่าทำไมผมถึงไม่ไปเลือกตั้ง คำตอบของผมคงเปลี่ยนไปสักเล็กน้อย

คงต้องยอมรับเลยครับว่า วิกฤติการณ์ทางการเมืองในช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมานี้ ทำให้ผมเองสนใจการเมืองมากขึ้นอยู่พอควร และความใส่ใจนี้ ก็เปลี่ยนจากความ “ไม่สนใจการเมือง” ของผมกลายเป็น “ไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนอะไร” มากกว่า

ความคิดเห็นผมอย่างหนึ่ง ผมมีความเชื่อว่าการเมืองคือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ (ซึ่งหลายๆ สำนักก็ให้นิยามไว้แบบนี้) ดังนั้นการที่ผมหรือใครจะเข้าไปยุ่งกับการเมือง แปลว่าต้องมีผลประโยชน์อะไรที่เราต้องเข้าไปปกป้องหรือแย่งชิง ซึ่งอย่างที่ผมเคยกล่าวไปตอนบล็อก Privileged Unparity Liberally Conservative ซึ่งถ้าตอนนี้ผมไม่ได้เดือดร้อน ไม่ได้รู้สึกว่ากำลังถูกเอารัดเอาเปรียบอะไร ผมก็เลยไม่รู้สึกว่าผมจำเป็นต้องเข้าไปมีบทบาทอะไรในเรื่องการเมือง

ดังนั้นตอนนี้หากถามผม ผมคิดว่าการจะมาโวยวายเรื่องคอร์รัปชันโกงกินบ้านเมืองนั้นเป็นเรื่องที่โบราณเสียนี้กระไร

เพราะหากพูดให้ถูกแล้ว (ตามความคิดในเรื่องการเมืองที่นิยามไว้ตอนต้น) ทุกคนที่เข้าไปในสภาต่างมีหน้าที่จะที่ไปปกป้องผลประโยชน์ ของกลุ่มคนเหล่านั้นทั้งหมดทั้งสิ้น

ถ้ากระบวนการประชาธิปไตย ว่าด้วยการหา collective decision การตัดสินใจของคนหมู่มาก โดยอิงว่าสิ่งที่ด้วยจำนวนคนมากกว่าเป็นสิ่งที่ควรทำ ถ้าผลประโยชน์ของการตัดสินใจบางอย่างเป็นของคนหมู่มาก คนที่เป็นส่วนน้อยก็คงจะต้องจำทน

แต่ก็อย่างว่าครับ พูดกันด้วยแนวคิดก็เรื่องหนึ่ง แต่การออกแบบระบบจนนำไปสู่การปฏิบัติมันก็อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้ผมเองก็คงไม่แม้แต่จะมีความคิดเห็นอะไรว่าควรจะทำอะไรไปในทิศทางไหนเลย

แต่ผมก็ยังรอนะครับ ที่สักวัน ผมอาจจะไปเลือกตั้ง ด้วยความรู้สึกที่ว่าคนที่ผมเลือก เขากำลังจะไปเป็นตัวแทนที่จะช่วยปกป้องผลประโยชน์ของผมได้

ไม่ใช่ว่าเค้าเป็นคนดี เป็นคนซื่อสัตย์ เป็นคนมีความสามารถแต่อย่างใด

Territorial Me

สมัยคบอยู่กับแฟนเก่า ผมออกจะเป็นคนขี้หึงเสียสักหน่อยครับ จนแฟนเก่าผมเขาก็ทักว่าผมเป็นคนที่ territorial เสียมากๆ ตอนนั้นผมยังไม่รู้ความหมายของคำนี้เลยด้วยซ้ำ เผื่อใครไม่ทราบ ในความหมายนี้คือจะบอกว่าผมเป็นคนที่หวงขอบเขตของตัวเอง อารมณ์หมาหวงที่อะไรแบบนี้

จริงๆ การที่บอกว่าผมเป็นคน territorial หวงถิ่นก็คงจะตรงอยู่ไม่น้อยนะครับ เพราะผมเป็นคนที่ชัดเจนในเรื่องของขอบเขตอยู่พอสมควร ในเขตที่ผมตั้งว่าเป็นของตัวเอง ผมก็จะไม่ชอบให้ใครมายุ่ง ในขณะเดียวกันถ้าเป็นเขตของคนอื่น ผมก็จะไม่ค่อยชอบเข้าไปยุ่งสักเท่าไหร่ (เข้าไปรู้ กับเข้าไปยุ่งนี่คนละแบบกันนะครับ แบบแรกนี่ทำตลอด) เว้นแต่ไอ้เขตของคนอื่นมันจะมีเรื่องอะไรที่มากระทบกับเขตของผม ผมก็จะเข้าไปวุ่นเป็นบ้าเลยครับ

สมัย ICTFC1 (ปี 2547) ผมเคยมีดราม่ากับโอครั้งนึง จริงๆ จำละเอียดมากไม่ได้แล้ว แต่เหมือนกับโอจะเผลอไปประกาศอะไรสักอย่างเกี่ยวกับกิจกรรมของผมที่ยังไม่ได้บอกน้อง จริงๆ โอก็คงหวังดีน่ะแหละครับ แต่วันนั้นพอผมมาทีหลังแล้วพบว่าโอเข้ามาแย่งหน้าที่ผม ผมก็ออกจะหงุดหงิดเสียมากๆ จนงอนตุ๊บป่องหนีขึ้นห้องไปเสียตั้งนาน มานึกดูตอนนี้ก็รู้สึกว่าถึงโอจะผิดยังไง เราก็ overreact แสดงออกเวอร์ไปอยู่ดี

ถ้าพูดถึงเรื่องทำงาน หลายๆ คนที่คุ้นเคยกับผมคงจะพอนึกภาพออกถึงความ territorial หวงถิ่นของผม เพราะผมจะจู้จี้จุกจิกในทุกรายละเอียดตราบเท่าที่ผมรู้สึกว่ามันเป็น “พื้นที่” ของผม ในขณะนี้เรื่องอื่นๆ เมื่อใดก็ตามที่ผมคิดว่าผมไม่เกี่ยว ไม่ได้มีหน้าที่อะไร ผมก็มักจะปล่อยไปและไม่ยุ่ง แม้ว่าจะมีอะไรที่ไม่ถูกใจก็ตาม

อย่างตอนค่าย MICT เมื่อต้นปีที่ผ่านมาที่ภพเป็นประธาน ถ้าให้พูดกันตามตรงก็มีเป็นล้านเรื่องเลยครับที่ออกจะขัดหูขัดตาผม อย่างเรื่องคนไม่ยอมไปนอน หรือเรื่องคนหลับในเวร ซึ่งถ้าเป็นค่ายของผมแล้วมีอะไรแบบนี้ผมคงจะจัดการจนดับสูญกันไปหมดแล้ว แต่อย่างในค่ายนี้พอมันไม่ใช่เรื่องอะไรของผม ผมทำได้อย่างมากก็แค่เสนอความคิดเห็นกับภพ แล้วภพจะทำหรือไม่ทำจริงๆ มันก็เรื่องของผม ไม่ใช่ธุระที่ผมจะต้องเดือดเนื้อร้อนใจอะไร ไม่ว่าภพจะทำตามหรือไม่ทำก็ตามแต่

อาจเพราะผมเองก็ทำงานอยู่ในฐานะของผู้ตัดสินใจอยู่บ่อยๆ ผมเองเลยไม่ค่อยรู้สึกอะไรเวลาที่คนมีอำนาจตัดสินใจสูงกว่าผมจะตัดสินใจอะไรที่ไม่ตรงใจผมนะครับ เพราะประการแรกผมรู้ว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะตรงใจผมยังไง ก็ต้องไม่ตรงใจใครอยู่ดี และการที่ผู้นำจะตัดสินใจให้ตรงใจใครไปหมดก็คงเป็นไปไม่ได้ ผมเองอยู่ในจุดนั้นจึงพอจะเข้าใจ และประการที่สอง ต่อให้ไม่มีผู้ตามสักคนเห็นด้วย แต่ผมก็เคารพใน authority สิทธิ์ของคนที่ได้รับสิทธิ์นั้นๆ ซึ่งแปลว่าตรงนี้คือพื้นที่ของเขา ไม่ว่าเขาจะมีวิสัยทัศน์อะไรที่เราไม่เข้าใจก็ตาม

แต่นี่ก็คงไม่รวมถึงกรณีที่ถ้าเรามีสิทธิ์อะไรที่เราต้องปกป้องนะครับ อย่างที่ผมเคยพูดในบล็อก Privileged Unparity Liberally Conservative ถ้าเป็นแบบนั้น มันก็แปลว่าบางคนกำลังจะบุกรุกพื้นที่ของเรา ถ้าเป็นผม ก็คงสู้จนตัวตายเหมือนกัน

ผมเองคงไม่สรุปนะครับว่าแนวคิดของการที่มีขอบเขตชัดเจนนี่เป็นเรื่องที่ดีหรือเปล่า ผมคงกล้าพูดแค่ว่านี่เป็นสไตล์ผม ที่อย่างน้อยก็พยายามจะชัดเจนว่าอะไรคือเรื่องของเรา อะไรไม่ใช่ แต่ถ้าจะให้เถียงว่าดีกว่าหรือแย่กว่าแบบไหนอย่างไรผมก็คงจะจนปัญญา และไม่รู้สึกว่าเป็นพื้นที่ของผมที่ต้องเถียงสักเท่าไหร่

และสำหรับบางเรื่อง แม้ว่าตัวผมเองก็จะไม่ได้มีความสุขกับข้อเท็จจริงนี้ แต่ตราบเท่าที่ด้วยกฎด้วยเกณฑ์ทั้งหมดแล้ว นี่คือพื้นที่ของผม และผมคือคนที่มีสิทธิ์

Suck it up or get out of my way. ♥ XOXO

Raw Law

ตอนนี้เรื่องหนึ่งที่คงเป็นกระแสในช่วงนี้ นอกจากเรื่องคนยี่สิบกว่าคนวิ่งไล่ลูกกลมๆ ในสนาม 90+ นาทีแล้ว ก็คงเป็นเรื่องร่าง พ.ร.บ. ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ ที่หลายคนกำลังมองว่ามันถูก “เร่ง” ทั้งๆ ที่ยังมีประเด็นให้ถกเถียงกันอยู่อีกมากมาย จนกลายเป็นกระแสให้ “หยุด” ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไว้ก่อน

จริงๆ แล้วให้พูดตามตรง ผมก็ไม่ได้ศึกษาร่างกฎหมายฉบับนี้มากพอที่จะมาถกมาเถียงกับใครได้หรอกนะครับ แต่หากพิจารณาจากข้อมูลที่ผมได้อ่านจากสรุปประเด็นนี้แล้ว ผมคิดว่าปัญหาใหญ่ๆ ของร่างกฎหมายฉบับนี้น่าจะเป็นเรื่องความชัดเจนของภาษา การนิยาม และการตีความต่างๆ มากกว่าเจตนารมย์ของมัน

หรือถ้าให้พูดง่ายๆ ดูแล้วก็รู้สึกเหมือนกับเอาคนไม่รู้เรื่องเทคนิก มาออกกฎหมายเชิงเทคนิกน่ะแหละครับ

ผมก็คงไม่สามารถพูดได้แน่ชัดว่ากฎหมายนี้จะเอื้อประโยชน์ให้กับใครเป็นกรณีพิเศษหรือเปล่า (เลยไม่สามารถจะกล่าวหาใครในประเด็นทางการเมืองได้) และถ้าให้พูดตามตรง ก็ไม่ได้รู้สึกเห็นด้วยหรือคัดค้านกับร่างกฎหมายฉบับนี้เสียสักเท่าไหร่

แต่ที่พอจะมีความคิดเห็นเป็นของตัวเองบ้างในเรื่องราวนี้ นอกจากเรื่องที่ว่าเอาคนไม่รู้เทคนิกมาออกกฎหมายเชิงเทคนิกแล้ว ก็มีอีกสองสามเรื่อง

เรื่องแรกคือเรื่องที่มีการถกเถียงกันในประเด็นของบทลงโทษเมื่อเทียบกับ พ.ร.บ. ฉบับอื่นๆ เช่นเรื่องยาเสพย์ติด ผมคิดว่าเรื่องนี้น่าสนใจมากประเด็นหนึ่งว่า การที่กฎหมายจะระบุว่าความผิดอะไรควรจำคุกนานเท่าไร หรือปรับมากแค่ไหน เราใช้อะไรเป็นบรรทัดฐานในการกำหนดตัวเลขนั้นๆ ซึ่งหากมองย้อนไปในอดีต ผมคิดว่าคงไม่มีอะไรมากกว่าการใช้ความรู้สึกเข้าใส่ และเปรียบเทียบให้มันมากกว่าหรือน้อยกว่ากับความผิดอื่นๆ ที่เทียบเคียงอยู่ในมิติเดียวกัน

ทีนี้ปัญหาของมันก็คือ ถ้าเราจะเปรียบเทียบอะไรที่มันอยู่ในมิติเดียวกันคงไม่ยากเท่าไหร่ เช่นการเปรียบเทียบโทษของผู้ดูแลระบบกับผู้ใช้ มันก็อาจจะยังพอพูดง่ายว่าใครควรจะผิดมากผิดน้อยกว่าใคร แต่การที่จะเอาความผิดทางคอมพิวเตอร์ไปเทียบกับความผิดทางยาเสพติด อันนี้มันคงเริ่มคิดยากเสียสักหน่อย เหมือนกับอยู่ๆ ถ้าผมถามว่าเงินเดือนของวิศวกรคุมไซต์ก่อสร้างกับเงินเดือนของครีเอทีฟโฆษณาใครควรจะได้เงินเยอะกว่ากัน คนที่จะตอบได้ชัดเจนก็คงต้องเป็นคนที่ expertise มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมทั้งสองด้านอย่างใกล้ชิด ซึ่งปัญหาก็คือ มันคงหาได้ยากมาก

ผมจึงไม่รู้สึกว่าประเด็นของบทลงโทษทีหนักหรือเบาไปเมื่อเทียบกับกฎหมายในระบบอื่นๆ ที่อาจเทียบเคียงได้ยากนั้นเป็นเหตุผลที่ดีที่จะใช้ในการบอกว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่พร้อม เพราะมันไม่มีทางจะเถียงกันได้จบอยู่แล้ว การที่บอกว่ากฎหมายฉบับนี้แรงไป มันอาจจะเกิดจากการที่ฉบับนั้นเบาไปก็ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าข้อสังเกตต่างๆ ที่ตั้งขึ้นมาจะไร้ประโยชน์ซะทีเดียวนะครับ มันก็ควรจะถูกนำไปใช้เพื่อปรับสมดุลของบทลงโทษในภาพรวม เพียงแต่ผมคิดว่าคนที่น่าจะตอบเรื่องนี้ได้ชัดเจน คือคนที่มีความเชี่ยวชาญและเห็นภาพของผลกระทบของความผิดนั้นๆ ต่อสังคมได้อย่างชัดเจนจริงๆ ทั้งสองกฎหมายที่นำมาเปรียบเทียบ ดังนั้นเรื่องนี้มันภาพใหญ่กว่าการจะเอามาปรักปรำกฎหมายฉบับเดียว

ย้ำว่าไม่ได้แปลว่าผมเห็นด้วยที่ควรจะผ่านร่างฯ ฉบับนี้นะครับ แต่ผมคิดว่าการจะบอกว่ามันไม่เหมาะสมเพราะยังมีความกำกวม มันดูสมเหตุสมผลมากกว่าการไปเปรียบเทียบบทลงโทษกับกฎหมายยาเสพติดอยู่มาก

เรื่องที่สอง ผมคิดว่าเหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้รู้สึกจริงๆ ว่า อำนาจนิติบัญญัติไม่เคยมาจากประชาชนจริงๆ สักเท่าไหร่ แม้ว่าประชาชนจะเป็นคนเลือกผู้แทนเข้าไปก็ตาม แต่มันก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่ประชาชนส่วนใหญ่จะได้ไปรับรู้ในรายละเอียดของกฎหมาย เพราะหากพูดตามตรง ผมคิดว่าคนที่จะมีโอกาสได้มานั่งศึกษารายละเอียดของร่างกฎหมายใหม่นี้ และมีความคิดเห็นจนจะมาเต้นแร้งเต้นกากันนี้คงมีอยู่ไม่กี่คน จริงๆ เรื่องนี้พูดไปก็อาจจะเป็นอคติส่วนตัวเพราะไม่เคยจะชื่นชอบประชาธิปไตยในระบอบสภาฯ สักเท่าไหร่อยู่แล้ว แต่ก็ยอมรับว่าปัจจุบันก็ไม่ได้มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่ากันเสียสักเท่าไหร่ การที่มีคนตื่นตัวมาเต้นแร้งเต้นกาแบบนี้เมื่อกฎหมายกำลังจะริดรอนผลประโยชน์ส่วนตน โดยที่แยกประเด็นการเรียกร้องได้อย่างชัดเจน ไม่เอาสีเอาฝ่ายมาขวางกันมั่วซั่ว ผมคิดว่าการเคลื่อนไหวนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมอยู่ไม่น้อยครับ และก็คงหวังไว้ลึกๆ ว่าประชาชนทั่วไปจะมีโอกาสได้มีส่วนร่วมกับการจัดสรรผลประโยชน์นี้มากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต

ไม่ใช่เป็นแค่เบี้ยที่ถูกหลอกด้วยแรงศรัทธากับแม่สีต่างๆ ให้ไปในทิศโน้นทางนี้แบบมิติเดียวดิบๆ

Privileged Unparity Liberally Conservative

ผ่านไปอีกครั้งสำหรับเทศกาล April Fools ที่ก็ยังคงมีการเล่นมุขตลกมากมายจากทั่วสารทิศ อันหนึ่งที่ดูจะฮิตที่สุดในปีนี้คงจะเป็นการตั้งความสัมพันธ์บน Facebook แต่นอกจากนี้แล้ว สิ่งหนึ่งที่พอจะผมพอจะสังเกตได้ คือการเล่นมุขตลกล้อเลียนสถาบันกษัตริย์ ที่คิดว่ามาตรา 112 คงไม่มีผลอะไรเพราะคงไม่ได้ระบุถึงวันที่ 1 เมษายนไว้ด้วย

เมื่อไม่นานมานี้ผมมีโอกาสได้ดูวีดีโอของ RSA Animate ที่มีชื่อว่า The Internet Society : Empowering or Censoring Citizens? แล้วก็มีประเด็นหนึ่งที่ผมแอบฉุกสังเกตขึ้นมาได้ว่า ผมเองถือว่าเป็นคนที่เข้าถึงและใช้เทคโนโลยีการสื่อสารมาก และดูออกว่าจะเป็นคนทางสายนี้เสียด้วยซ้ำ ซึ่งในทางกลับกัน ผมกลับไม่ค่อยจะเชื่อในเรื่องของเสรีภาพในการแสดงออก การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร  หรือแม้แต่เป็นประชาธิปไตยได้เหมือนกับเทรนด์ที่อาจพูดได้ว่าเป็น “สมัยใหม่” เสียสักเท่าไหร่

ที่ผ่านมา ถ้าพูดกันตามตรง ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยมีความคิดเห็นที่รุนแรงหรือมีจุดยืนที่หนักแน่นอะไรทางการเมืองเสียเท่าไหร่ ผมยังไม่กล้าพูดเสียด้วยซ้ำว่าผมเป็นคนที่เชื่อในประชาธิปไตย เพียงแต่ตัวเองก็ไม่ได้มีไอเดียอะไรที่ดีกว่านี้เลยไม่คิดจะออกความเห็นอะไร อย่างหนึ่งคงเพราะว่าผมสนใจในเรื่องอื่นอย่างเรื่องการศึกษาเสียมากกว่า และอีกอย่างคงเป็นเพราะผมไม่เคยต้องเสียประโยชน์อะไรจนต้องรู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจและต้องมาร้องแร่แห่กระเชิง

ถึงอย่างนั้น ผมก็เชื่อในความคิดพื้นฐานของการเมืองที่ว่าด้วยการจัดสรรผลประโยชน์ในสังคมนะครับ ในทางเดียวกัน ผมจึงไม่เคยรู้สึกอะไรหากใครก็ตามจะมาเรียกร้องหรือต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์ส่วนตัว ผมคิดว่านั่นเป็นสัจธรรมที่สิ่งมีชีวิตใดๆ บนโลกนี้ต้องต่อสู้เพื่อตัวเองอยู่แล้ว อันนี้คงสะท้อนได้ง่ายๆ จากประเทศสิงค์โปร์ที่จริงๆ แล้วรัฐบาลออกจะมีความเป็นเผด็จการ มีการควบคุมข่าวสารต่างๆ ที่ยิ่งกว่าประเทศไทยเสียอีก แต่แค่เพราะเขาสามารถทำให้ทุกคนมีความสุข อยู่ดีกินดีได้ เลยไม่มีใครที่คิดจะมาวุ่นวายอะไรเสียเท่าไหร่

ดังนั้นหากมาถึงประเด็นของระบอบกษัตริย์แล้ว ผมก็คงต้องพูดตรงๆ ว่าสำหรับตัวผมเอง การมีอยู่หรือไม่มีอยู่ของสถาบันฯ คงไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับชีวิตของผมมากมายจนรู้สึกว่าต้องหันเหไปทางไหน ผมเองก็คงไม่กล้าพูดว่าตัวเองเป็น royalist รอยัลลิสต์เพราะก็ไม่ได้จงรักภักดีอะไรขนาดนั้น อาจด้วยเพราะเกิดมาในยุคที่ไม่ได้เห็นคุณประโยชน์อะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันกว่าการเป็นสัญลักษณ์ทางการกุศลต่างๆ อย่างที่เป็นในปัจจุบัน ถึงกระนั้น ผมก็คงไม่ได้รู้สึก convinced ทำให้เชื่อว่าการมีอยู่ของสถาบันเป็นพิษเป็นภัยอะไร ซึ่งเหตุผลคงมีดังต่อไปนี้

ประการแรก ผมมีคติหนึ่งที่คิดอยู่เสมอคือ “Life is unfair.” และผมเลยไม่เคยรู้สึกมีปัญหาว่าตนเองจะเกิดมามีมากหรือมีน้อยกว่าใครในประเด็นไหน เพราะมันไม่มีทางเป็นไปได้ที่ทุกคนจะอยู่กันได้แบบเท่ากันอย่างในอุดมคติ และสิ่งมีชีวิตทั้งหมดก็อยู่กับแบบที่ผู้มีอำนาจมากกว่ากำหนดชะตาผู้มีน้อยกว่าอยู่แล้ว ถ้าเราจะบอกว่าการที่เราเกิดมาถูกคนอื่นกดขี่นั้นเป็นเรื่องไม่ยุติธรรม แต่เราเองก็ยังกดขี่สิ่งมีชีวิตอื่นๆ บนโลกใบนี้ตั้งแต่หมูหมากาไก่ไปถึงแบคทีเรียและไวรัสเพื่อผลประโยชน์ของเราเอง ผมเลยรู้สึกว่ามันไม่ make sense สมเหตุสมผลเสียเลยที่เราจะต่อสู้เพื่อความยุติธรรม ทั้งๆ ที่เราเองก็ไม่คิดจะยุติธรรมกับสิ่งมีชีวิตอื่นที่ด้อยกว่าเรา

แต่ประเด็นนี้อย่างหนึ่งที่ผมต้องพูดให้ชัดเจนคือ ผมไม่มีปัญหาที่ใครจะต่อสู้เพื่อตนเองอย่างที่กล่าวไปตอนต้น เพราะมันเป็นสิ่งที่ทุกสิ่งมีชีวิตจำเป็นต้องทำอยู่แล้ว แต่นั้นก็คือการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ดังนั้นการที่จะเอาอุดมการณ์มาอ้างเลยดูเป็นเรื่องที่ดูไม่ค่อยเกี่ยวกันในสายตาผมเสียมากกว่า ทั้งนี้ทั้งนั้นผมก็ยังเคารพหากใครจะมีอุดมการณ์ส่วนตัวในเรื่องใดๆ เพราะผมเองก็มีอยู่ไม่น้อยเช่นเดียวกัน

ประการที่สอง ผมเองรู้สึกว่าผมไม่มีบรรทัดฐานอะไรที่จะไปตัดสินว่าการที่คนๆ หนึ่งจะเกิดมาได้อำนาจเบ็ดเสร็จในขอบเขตหนึ่งนั้นเป็นเรื่องผิดอะไร ทุกวันนี้ผมเกิดมาก็บังเอิญได้รับสิทธิ์บางอย่างพร้อมๆ กับการอยู่ใต้การถูกควบคุมสิทธิ์อยู่แล้ว ผมอาจจะเกิดมามีบ้านเป็นของตัวเอง หรือเกิดมาเช่าบ้านเขาอยู่ ผมเลยรู้สึกว่ามันก็เป็นเรื่องปกติที่ใครบางคนจะได้ถือครองอะไรบางอย่างมาแบบไม่ยุติธรรมอยู่แล้ว ผมเลยนึกไม่ออกว่าถ้าผมบังเอิญมีสิทธิ์ในการถือครองที่ดินส่วนหนึ่งและกำหนดชะตาชีวิตของต้นไม้ หรือไปไล่หมาแมวที่อยู่ในพื้นที่นั้นได้ ทำไมการที่คนๆ นึงที่บังเอิญมีสิทธิ์พิเศษบางอย่างในพื้นที่ส่วนหนึ่งที่เขาบังเอิญเกิดมาได้สิทธิ์นั้นจะเป็นสิ่งที่ผิด

เช่นเดียวกัน ผมเองก็ยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่ถ้าเราเป็นหมาเป็นแมวที่ถูกไล่ที่จะต่อสู้เพื่อเอาผลประโยชน์เราคืนมา เพียงแต่มันก็ต่างกันอยู่มากกับการที่เราจะไปตัดสินว่าการที่คนๆ นั้นบังเอิญมีสิทธิ์ดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผิด และทำเป็นอ้างนู้นอ้างนี่ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเราก็กำลังสู้เพื่อตัวเองเท่านั้น

ประการสุดท้าย ผมคงต้องอ้างถึงประโยคเด็ดของ Peter Parker ในเรื่อง Spiderman ว่า “With great power comes with great responsibility. This is my gift, my curse.” เรื่องนึงที่ผมคงปฏิเสธไม่ได้ว่าผมเองเกิดมาอย่าง privileged มีกินมีใช้เหนือกว่าคนอื่นอยู่พอสมควร ยิ่งในระหว่างนั้นผมมีโอกาสได้ทำงานในจุดที่มีอำนาจบางอย่างได้โตกว่าตัวผมเองในความเป็นจริงอยู่มาก สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมเรียนรู้ในช่วงเวลาที่ผ่านมาคือ การที่เรามีเงินและอำนาจเหนือกว่าผู้อื่นนั้น ทำให้เราเองควบคุมชีวิตเราได้ยากขึ้นเท่านั้น อย่างหนึ่งคือคนอาจคิดไปว่าเรามีมากกว่าคนอื่น เราน่าจะสบายหรือได้อะไรถูกจิตถูกใจกว่าคนอื่น แต่จริงๆ แล้วการที่ผมมีอำนาจอยู่มาก ผมก็มีภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้นตามไปด้วย และหลายๆ ครั้งหลายๆ สิ่งรอบตัวมันก็ไม่ได้ถูกจิตถูกใจอย่างที่คนอื่นคิด แต่บางทีเพราะจุดที่เราอยู่เราพูดอะไรไม่ได้ คนก็คิดไปว่าเราไม่ได้มีปัญหาอะไร พอใจ หรือเห็นด้วยกับสิ่งนั้นๆ

นอกจากนี้แล้ว คนก็จะตีตราหาค่าและสรุปตัวตนของเราจากสิ่งที่เรามี โดยอาจไม่ได้เข้าใจจริงๆ ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไรก็ได้ เช่นอาจจะคิดไปว่าผมเองได้ผลประโยชน์มหาศาลจากการมีอยู่ของคิวบิกครีเอทีฟ เพราะไม่เข้าใจว่าผมมีเงินมาจากไหน หรือถูกตีตราไปว่าผมต้องอยู่คนละฝั่งกับ KUSAC ทั้งๆ ที่ผมเคยมีปัญหาในระดับส่วนตัวแค่กับบุคคลบางคนเท่านั้น แต่ที่เหลือกลายเป็นเรื่องที่ตามมาจากตำแหน่งหน้าที่ หรืออำนาจของผมทั้งๆ ที่ตัวผมเองไม่ได้คิดอย่างนั้นเลย

ผมเลยคิดว่าเรื่องหนึ่งที่สำคัญ คือการแยกแยะระหว่างตัวคน กับตำแหน่งหน้าที่และระบบที่มีอยู่ เราอาจไม่เห็นด้วยกับบทบาทหน้าที่ของตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งได้ด้วยเหตุด้วยผล แต่การที่เราจะชิงชังตัวคนนั้นๆ เพราะเขาบังเอิญอยู่ในตำแหน่งที่เราไม่เห็นด้วยอาจเป็นคนละเรื่องกัน ทุกวันนี้ผมเองก็ยังคาดหวังว่าเมื่อไหร่น้องๆ KUSAC ที่ไม่พอใจอะไร KUSAC จะเลิกมาบ่นกับผมด้วยความที่อนุมานไปเองว่าผมจะเป็นคนละพวกกับ KUSAC เสียสักที ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วผมโคตรที่จะเข้าข้าง KUSAC เสียด้วยซ้ำ หรือเลิกเกลียดผมเพราะไม่ชอบไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คิวบิกครีเอทีฟทำ เพราะตัวผมจริงๆ กับตัวผมในฐานะของคนในคิวบิกครีเอทีฟ เป็นคนละคนกัน

ผมเลยมองเห็นว่าการต่อสู้ในเรื่องนี้ด้วยความรักตัวเองหรือพวกพ้อง มันแตกต่างกับการต่อสู้ด้วยความรู้สึกเกลียดชังตัวบุคคลหรือสถาบัน และมันก็ให้คุณค่าที่ต่างกันเสียมาก

ทุกวันนี้ คนรอบตัวผมก็มีคนที่ต่อสู้ในเรื่องเหล่านี้อยู่พอสมควร หลายๆ คนผมก็เห็นว่าเป็นคนที่ต่อสู้ด้วยเหตุผลและตรรกะที่น่าชื่นชม (เช่น @chayanin) ในขณะที่หลายๆ คน ผมก็กลับรู้สึกว่าพวกเขากำลังต่อสู้โดยใช้ความชิงชังเป็นที่ตั้ง

จนผมอดคิดไม่ได้ว่า ความชิงชังนี้หรือเปล่าที่เปลี่ยนพวกเขาที่แสนสดใสสนุกสนานคนเดิมที่ผมรู้จัก กลายเป็นอีกคนที่ผมหวาดกลัวไปได้

Engineering on Errors

วันนี้เกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นครับ

เนื่องจากว่าแม่ของผมเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศวันนี้ ตอนเย็นที่บ้านเลยเหลือแค่ผมกับพ่อ เลยคิดว่าสั่งอาหารมากินน่าจะง่ายกว่า โดยส่วนตัวแล้วจริงๆ ถ้าต้องสั่งอาหาร ผมจะชอบทาน MK หรือ Yayoi มากกว่า แต่หนึ่งในเหตุผลที่ชอบสั่ง KFC คือเพราะมันสั่งผ่านเน็ตได้และสะดวกกว่ามาก

วันนี้ก็เช่นกันครับ ผมใช้เวลาแว้บไปแว้บมาระหว่างที่กำลังบุก Lost City of the Tol’vir สลับหน้าจอมาสั่ง KFC ผ่านเน็ต หลังจากนั้นสักเกือบหนึ่งชั่วโมง เขาก็มาส่งที่บ้าน

พอผมหยิบเข้ามาในบ้าน และรื้อๆ ออกมาเพื่อจะรับประทาน ก็พบว่าวิงซ์แซ่บที่ผมสั่งไปขาดไป 2 ชิ้น (ผมสั่งแบบ 2 ชิ้น 2 ชุด) หลังจากที่ผมลองตรวจสอบกับใบเสร็จและแน่ใจว่าเขาจัดมาให้ผมผิดแน่ๆ แล้ว ผมเลยโทรไปที่ 1150 เพื่อแจ้งว่าของของผมขาด ทาง KFC ก็ขออภัยตามปกติ และบอกว่าจะประสานงานต่อให้

หลังจากนั้นไม่นาน ทางสาขาคาร์ฟูร์รามอินทราก็โทรมาบอกว่าจะจัดส่งวิงซ์แซ่บอีก 2 ชิ้นมาให้ ผมก็ไม่ได้ต่อว่าอะไรเพราะไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร แต่เรื่องราวก็เริ่มเพี้ยนๆ เมื่อหลังจากนั้น มีโทรศัพท์อีกสายที่อ้างว่าเป็นพนักงานส่งของ KFC ที่เป็นคนส่งรายการเมื่อสักครู่ โทรมาขอร้องให้ผมช่วยโทรแจ้งทาง 1150 ว่าผมเจอวิงซ์แซ่บอีก 2 ชิ้นแล้ว และไม่ได้มีความผิดพลาดใดๆ โดยที่ทางสาขาฯ จะเอาวิงซ์แซ่บที่ขาดไปให้ โดยพยายามยื่นข้อเสนอโดยถามว่าผมต้องการเมนูอะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ซึ่งผมก็ปฏิเสธข้อเสนอนี้ไป และขอแค่ให้เขาช่วยส่งวิงซ์แซ่บอีก 2 ชิ้นมา

สุดท้าย เขาก็เอามาส่งให้โดยเพิ่มเป็น 5 ชิ้น พร้อมกับเฟรนช์ฟรายส์ใหญ่ 1 ที่ ซึ่งโดยหลักการแล้วพวกร้านอาหารแบบนี้ก็คงไม่ได้มีการเช็คสต็อกสินค้าอะไรมากมายเพราะคงมีการสูญหายระหว่างการทำเป็นปกติอยู่แล้ว จึงคาดเดาได้ว่าทั้งสองรายการที่เพิ่มเข้ามาคง “ถูกหยิบมาเฉยๆ” จากร้าน

สุดท้าย ทางสำนักงานใหญ่ก็โทรมาอีกครั้ง โดยผมก็ได้เล่าเหตุการณ์ทั้งหมด รวมถึงที่พนักงานขอให้ช่วยโกหกทางสำนักงานใหญ่ด้วย พนักงานสำนักงานใหญ่ก็ขอโทษขอโพยตามปกติอีกครั้ง ก่อนที่จะวางสายไป

ผมคิดว่าเหตุการณ์นี้ รวมถึงทางเลือกทั้งหมดของผมที่สามารถทำได้ คงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้พอสมควร และคงมีความคิดที่หลากหลายพอสมควร

จริงๆ ผมเองพบกับเหตุการณ์ลักษณะนี้บ่อยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานธนาคารขอให้เราช่วยให้คะแนนเต็มถ้ามีโทรศัพท์มาถาม หรือพนักงานเคาน์เตอร์ของทรูที่ชอบหลอกให้เรากดเบอร์ 5

ผมเองก็ไม่เคยทำงานลักษณะนั้น คงไม่สามารถพูดได้ว่าจริงๆ แล้วระบบระเบียบในบริษัทเหล่านั้นจะให้ความสำคัญกับคะแนนพวกนี้แค่ไหน และจะส่งผลกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของพนักงานแค่ไหน ซึ่งถ้ามีผลมาก การใจร้ายของผมก็คงจะไปทำลายชีวิตของใครต่อใครมานักต่อนักแล้ว เรื่องแบบนี้ ถ้าไม่ใช่คนที่ต้องอยู่ในจุดที่ถูกสังคมบีบคั้น ก็คงจะเข้าใจไม่ได้ง่าย ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่เข้าใจเลย

จริงๆ แล้ว ผมเป็นคนที่เชื่อในการให้อภัยและผ่อนปรนต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้นนะครับ เพียงแต่ผมชอบที่จะให้ยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา มากกว่าที่จะทำให้ความผิดนั้นหายไป เพราะเมื่อเราทำลายข้อมูลนั้นไปแล้ว เราและคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบนั้นๆ จะไม่ได้เรียนรู้อะไรจากความผิดพลาดนั้นเลย

อาจเป็นเพราะผมเป็นคนที่จิตวิญญาณอยู่ในสายวิศวกรรม สิ่งหนึ่งที่ผมยึดถือมากคือระบบต้องปรับตามใจผู้ใช้ ไม่ใช่ขอให้ผู้ใช้ปรับตามระบบ (แนวคิดนี้เองก็เป็นจิตวิญญาณพื้นฐานอันหนึ่งของคิวบิกครีเอทีฟ ที่มองว่าการศึกษาต้องทำให้ผู้เรียนชอบ ไม่ใช่บังคับให้ผู้เรียนปรับชีวิตตามระบบการศึกษา) สิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับว่าเมื่อระบบนั้นมีมนุษย์เป็นฟันเฟืองด้วยแล้ว ย่อมเกิดความผิดพลาดได้เสมอ และการออกแบบระบบที่ดี ควรจะต้องมีสมมุติฐานพื้นฐานอยู่อย่างหนึ่งว่า ความผิดพลาดนั้นจะต้องเกิดขึ้น

ถ้าระบบ KPI ของบริษัทเหล่านี้ไม่ได้ยอมรับให้คนผิดพลาดได้ถึงจุดหนึ่ง แน่นอนว่าแรงบีบคั้นนี้จะทำให้คนพยายามที่จะปกปิดความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ซึ่งนอกจากจะไม่ทำให้ระบบเกิดการเรียนรู้แล้ว ยังทำให้เกิดการขาดความไว้เนื้อเชื่อใจ เมื่อระบบคิดว่าคนพยายามจะปกปิดความผิดพลาด ระบบก็จะต้องบีบคั้นคนมากขึ้นเพื่อชดเชยส่วนที่ถูกปกปิดออกไป ซึ่งก็จะกลายเป็นวังวนที่ไม่มีวันจบสิ้น

ในทางกลับกัน ถ้าระบบยอมรับได้ว่าความผิดพลาดจะต้องเกิดขึ้น เมื่อคนยอมรับความผิดพลาดนั้นอย่างตรงไปตรงมา นอกจากบุคคลนั้นๆ จะได้เกิดการเรียนรู้ ส่วนอื่นๆ ในระบบก็จะรับรู้ถึงบทเรียนดังกล่าว และสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพร้อมกันไปได้ทั้งระบบ ใจจริงอยากจะยกตัวอย่างระบบสาธารณะสุขที่มีการพูดถึงบ่อยๆ ของประเทศในแถบยุโรปที่พยายามช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายจากความผิดพลาดทางการแพทย์ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีอันหนึ่งของระบบที่ออกแบบโดยยึดถือว่ามนุษย์จะต้องผิดพลาด

ทุกครั้งที่ผมมีโอกาสได้คุยกับหน่วยงานขององค์กรต่างๆ ที่ดูแลในเรื่องของการเก็บข้อมูลจากลูกค้าเหล่านี้ ผมก็มักจะบอกไปตรงๆ ทุกครั้งหากพนักงานร้องขออะไรจากผม ผมไม่ได้คิดในมุมของการลงโทษคนที่ทำแบบนี้ แต่ผมหวังว่าข้อมูลที่ตรงไปตรงมานี้ จะสะท้อนอะไรบางอย่างให้คนทำระบบของบริษัทต่างๆ ได้ฉุกคิด ว่าระบบของตนเองนั้น ตอบวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่?

ระบบนั้น ทำให้พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นจริงๆ หรือแค่สอนให้มนุษย์โกหกกันเก่งขึ้นก็เท่านั้น?