US Trip 2017 – Day 16

US Trip 2017 – Day 16

วันนี้เรามีธีมที่จะเที่ยวแนวเทคโนโลยีทั้งหมดในโซน Silicon Valley แถวนี้ โดยจะมีแก้วเป็นผู้ร่วมทริป เริ่มต้นจากไปที่ Apple Campus โฉบดู Apple Park ไปชม Computer History Museum แล้วให้พี่ที่แก้วรู้จักพาไปดูออฟฟิศ Facebook แล้วปิดท้ายด้วยการไปหาแบดด์ที่ Omnivirt Continue reading “US Trip 2017 – Day 16”

Advertisements

US Trip 2017 – Day 15

US Trip 2017 – Day 15

วันนี้เรามีแผนการเหลืออีกที่เดียวใน Yosemite ก่อนที่จะเดินทางต่อไป San Francisco นั่นคือการไปดูต้นSequoia ยักษ์ ซึ่งจะอยู่ประมาณทางทิศตะวันตกของอุทยาน ทางเดียวกับทางออกไป San Francisco พอดี จึงเริ่มต้นจากการตื่นเช้า (ที่พี่ชายไม่หนาวมากแล้วเพราะคืนนี้เอาเสื้อหนาวมาใส่นอนเลย) แล้วก็ทานมื้อเช้าที่โรงแรม เมนูเป็นเบอริโต้อะไรสักอย่าง ก่อนจะเริ่มขับรถเข้ามาใน Yosemite ทางประตูทิศใต้อีกครั้ง Continue reading “US Trip 2017 – Day 15”

UK 2015 – Day 4

UK 2015 – Day 4

วันนี้ตอนแรกในใจกะว่าจะไป Science Museum แต่จากประสบการณ์เมื่อวานเลยแอบฉุกคิดได้ว่าไปวันอาทิตย์คงไม่ดีแน่ เลยดูพยากรณ์อากาศแล้วเปลี่ยนไปวันอังคารที่ฝนตกแทน (แต่ทำให้อดไป +5 Faith, +1 Great Engineer point ที่ Stonehenge แทน) วันนี้เลยตัดสินใจไปเดินแถวแม่น้ำดูตึกดูวังแทน

Continue reading “UK 2015 – Day 4”

JP/US 2014 – Day 10

และแล้วก็เดินทางมาถึงวันสุดท้ายที่ญี่ปุ่น ในวันนี้เรามีกำหนดการในการช็อปปิ้งเป็นหลักอย่างเดียว ก่อนที่ในตอนเย็นจะเดินทางกลับที่สนามบิน Haneda โดยที่ทั้งสามคนออกเดินทางเวลาไล่เลี่ยกัน แต่คนละเที่ยวบินทั้งหมด ของผมเป็น JL ไป SFO ในขณะที่แทนเป็น JL กลับ BKK และกรเป็น NH กลับ BKK

ตอนเช้าหลังจากที่เก็บของ เช็คเอ้าท์และกินข้าวเช้า เราก็ตัดสินค่อยๆ เดินจากแถว Kanda ที่อยู่มายัง Akihabara โดยแทนมีเป้าหมายสำคัญที่จะไปร้านเซ็กซ์ช็อปซึ่งน่าตื่นตาตื่นใจ แต่น่าเสียดายที่เขาไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปข้างใน แต่ละคนก็ได้ของติดไม้ติดมือกันมาคนละนิด ยกเว้นแทนที่เยอะมาก ฮ่าๆ

หลังจากนั้นเราก็ไปที่ Yodabashi ที่เป็นศูนย์รวมขายของไอทีและใกล้เคียงที่ใหญ่มาก ซึ่งก่อนหน้านี้ที่เคยมาญี่ปุ่นก็เคยใช้บริการแล้วเพื่อซื้อกันดั้มให้เบสท์กับหยอดกาชาปองมากมายไว้เป็นของฝาก ทีแรกเกือบบ้าจี้ซื้อกันดั้ม PG กลับมาให้เบสท์แล้ว แต่ไม่สามารถหาวิธีจะขนกลับมาได้ เลยไว้โอกาสหน้าแล้วกันนะ

พอซื้อของต่างๆ กันเรียบร้อยแล้ว เราก็เดินทางมายังสนามบิน Haneda เพื่อเตรียมที่จะเดินทางกลับ จัดการกระเป๋าต่างๆ ของผมเองก็ฝากแทนกลับกรุงเทพฯ ไปเพราะจะต้องไปอเมริกาต่อ ก่อนที่เราจะออกเดินทางประมาณเที่ยงคืนทุกคน โดยรวมแล้วในวันนี้เราแทบจะไม่ได้ถ่ายรูปกันเลย เลยจะมีแค่เพียงภาพเซลฟี่รวมสุดท้ายก่อนแยกย้ายขึ้นเครื่องที่สนามบินภาพนี้

IMG_1090

สำหรับผมเองก็ต้องเดินทางมายัง SFO ต่อด้วย JL2 ซึ่งน่าตื่นเต้นตรงที่เป็นเครื่องใหม่ Boeing 787 ก็เลยมีหลายอย่างที่ว้าวอยู่บ้าง (บางอย่างอาจจะเคยมีในเครื่องเก่ากว่านี้ที่อื่น แต่ผมอาจจะไม่เคยขึ้นก็ได้ ขออภัยมา ณ โอกาสนี้) และหลายๆ อย่างเป็นฟีเจอร์ภายในห้องโดยสารที่ไม่แน่ใจว่าในทางเทคนิกแล้วอาจจะไม่ได้เกี่ยวกับการที่เป็น 787 เท่ากับการที่เป็นเครื่องใหม่มากกว่า น่าเสียดายที่รอบนี้ที่ว่างเยอะ อดอัปเกรดเป็น Business Class ฮา…

อย่างแรกคือ ไฟต่างๆ ในห้องโดยสารเหมือนจะกลายเป็นไฟ LED หมดแล้ว แล้วไฟเหลืองๆ ก็เปลี่ยนเป็นไฟขาวทั้งหมด จริงๆ อันนี้ก็ออกจะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะสำหรับไฟที่ส่องที่นั่งพอเป็นสีขาวก็รู้สึกว่าแรงกว่าสีเหลืองไปพอสมควรเหมือนกัน

ต่อมาสิ่งที่สังเกตเห็นคือไฟห้องโดยสารทั้งหมดเปลี่ยนสี โดยตอนแรกที่ออกตอนกลางคืนไฟจะเป็นสีฟ้าๆ จนพอปิดไฟให้นอนก็กลายเป็นน้ำเงินเข้ม แล้วจำได้เลยว่าพอดีตื่นตอนจังหวัดเขาจะปลุกมาทานข้าวเช้าก่อนเครื่องลงพอดี เลยได้มีโอกาสเห็นไฟสีน้ำเงินที่ค่อยๆ เฟดเป็นสีแดง ส้ม จนกลายเป็นเหลือง เลียนแบบกับพระอาทิตย์ขึ้นอย่างไงอย่างงั้น

IMG_7826

 

IMG_7837

นอกเหนือจากไฟ สิ่งที่ช่วยรักษาบรรยากาศในห้องโดยสารอีกอย่างคือกระจกปรับแสงอัตโนมัติ ที่พออยู่ในช่วงที่อยากให้ผู้โดยสารนอน กระจกทั้งหมดก็จะปรับให้กรองแสง แม้ว่าข้างนอกจะสว่างแค่ไหน แต่ก็จะดูเหมือนกับเป็นตอนเย็นอยู่ จนถึงตอนที่จะให้ผู้โดยสารตื่น เขาก็ปรับกระจกทั้งลำให้มันสว่างขึ้นมาได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้โดยสารยังสามารถปรับกระจกของตัวเองได้ด้วยปุ่มอยู่ดีเหมือนกัน

IMG_7839

IMG_7838

สำหรับที่นั่ง คราวนี้เจอที่ชาร์จ USB เพิ่มมาให้ด้วย (ส่วน AC ก็มีเหมือนกัน แต่เห็นว่าหลายๆ ที่เดี๋ยวนี้มีหมดแล้ว) ที่น่าสนใจคือมี Composite-in สำหรับเสียบอะไรก็ตามที่อยากใช้จอที่นั่งเราดูแทนได้ สำหรับจอเป็นไวด์สกรีนแบบสัมผัสได้ แต่ยังเป็นแบบ resistive นะ

IMG_7829

IMG_7840

อย่างเดียวที่อยากจะบ่นกับเที่ยวบินนี้คืออาหาร ไม่เอาอ่าวจริงๆ รอบแรกเป็นแซนด์วิชอย่างเดียว กับรอบสองเป็นขนมปังกับซุป ถือว่าแย่มากเทียบกับเที่ยวบิน 10 ชั่วโมง

IMG_7836

หลังจากนั้นก็วาร์ปมาถึง San Francisco ตอนเวลาประมาณสี่โมงเย็นของวันที่ 19 (เหมือนนั่งไทม์แมชชีนกลับมา) ก็นั่งใช้ Wi-Fi ฟรีที่สนามบินอยู่สักพัก ก่อนที่จะออกเดินทางมาในตัวเมืองโดยนั่งรถไฟ BART มา คุณพระ การที่มาจากญี่ปุ่นที่รถไฟกิ๊บเก๋แล้วมาเจอรถไฟเก่าๆ ห่วยๆ นี่ช่างขัดอารมณ์

พอมาถึงก็เดินไปเจอกับตั้มที่โรงแรม ระหว่างทางเจอ Apple Store ก็แวะเข้าไปฉี่ทับ ก่อนที่จะเจอกับตั้ม ออกมาหาอะไรกิน แล้วก็เป็นอันสิ้นสุดอีกวันหนึ่ง

อาห์… คิดถึงปริมาณอาหารจุใจสไตล์อเมริกันจริงๆ

IMG_7848

หมายเหตุ: โพสท์นี้เป็นโพสท์ย้อนหลัง

ว่าด้วยเรื่องโฆษณาแมคชุดใหม่

เมื่อไม่นานมานี้ ถ้าใครติดตามข่าวคราวบน Blognone อาจจะได้ผ่านตาข่าวเรื่องเกี่ยวกับโฆษณาแมคชุดใหม่ ที่เน้นไปที่เรื่องของ Genius ใน Apple Store (โฆษณามี 3 ชุด ผมเอามาแปะชุดนึง)

จริงๆ ผมเองก็มีโอกาสได้เห็นโฆษณานี้ก่อนหน้าข่าวนี้เล็กน้อยผ่านเว็บ AppleInsider และก็ยอมรับตามตรงว่าในแว้บแรกที่ดูผ่านๆ ไป ก็ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรกับโฆษณาชุดนี้สักเท่าไหร่ แต่พอหลังจากที่ได้เห็นข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ในเว็บ ก็เลยเริ่มมานั่งคิดๆ ดูลึกๆ ก็ได้จุดสังเกตหลายๆ อย่างที่น่าสนใจพอสมควร

ก่อนอื่นการที่จะวิเคราะห์โฆษณาชุดนี้ ผมคิดว่าเราต้องแยกสองประเด็นให้ชัดเจนก่อน ประเด็นแรกคือเรื่องของ message สารที่โฆษณาชุดนี้ต้องการจะสื่อออกมาตามความตั้งใจทางการตลาด กับการ implement สร้างเรื่องราวของโฆษณาชุดนี้ขึ้นมาว่าตอบโจทย์ได้ดีแค่ไหน

ถ้าใครเคยเรียนทางด้านการตลาดมาบ้าง น่าจะพอเข้าใจประเด็นหนึ่งในการวิเคราะห์ทางการตลาดว่า ผลิตภัณฑ์ของเรานั้นมีจุดที่เหมือนๆ และจุดที่เหนือกว่าคู่แข่งอื่นๆ ในตลาดอย่างไร ก่อนที่จะนำไปสู่การหาสารหลักของการโฆษณาว่า เราจะชูจุดเด่นอะไรของเรา

ผมยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าเป็นโฆษณาแมคชุด Get a Mac ที่เป็นแมคกับพีซีคุยกัน อันนี้เราจะสังเกตได้ชัดเจนว่า โฆษณาพยายามแสดงจุดต่างหลายๆ จุดของการใช้แมคออกมา เช่นการใช้งานง่าย ความปลอดภัย หรือแม้แต่ภาพลักษณ์เท่ๆ ออกมา ซึ่งโฆษณาชุดนี้ก็ถือว่าค่อนข้างประสบความสำเร็จในการสื่อความเหล่านี้

แต่สิ่งหนึ่งที่คนในแวดวงเทคโนโลยีน่าจะสังเกตเห็นได้ไม่ยาก คือจุดต่างเดิมๆ ที่แอปเปิลเคยใช้ในการนำเสนอแมคของตัวเอง เริ่มจะถูกคู่แข่งเจ้าอื่นๆ ไล่ตามทัน หรือไม่ก็เริ่มถดถอยลงมาเท่าๆ กับคนอื่นบ้าง (เช่นเรื่องความปลอดภัย) ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่แอปเปิลจะต้องพยายามหาจุดเด่นใหม่ๆ ที่ยังต่างกับคู่แข่งอื่นๆ อย่างชัดเจนในการนำเสนอโฆษณาชุดใหม่

ซึ่งถ้ามองมาถึงประเด็นนี้ ผมคิดว่าแอปเปิลคิดถูกที่เลือก Genius

สำหรับคนที่ไม่ทราบ Genius คือคำที่ใช้เรียกพนักงานใน Apple Store ที่จะมีความรู้ความสามารถทางเทคนิกมากกว่าการเป็นพนักงานขายเฉยๆ ในระดับหนึ่ง สามารถที่จะให้ข้อมูลหรือช่วยเหลือลูกค้าได้ในระดับหนึ่ง หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นจุดกึ่งกลางระหว่างพนักงานขาย กับช่างเทคนิก

ผมคิดว่า Genius เป็นบริการหนึ่งที่ถือว่าเป็นจุดเด่นมากๆ ของแอปเปิล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมอเมริกัน ถึงแม้ว่าบริการนี้ในมุมมองของคนที่รู้เรื่องคอมพิวเตอร์ในระดับหนึ่งแล้ว จะเรียกได้ว่าเป็นอะไรที่งี่เง่ามากๆ แต่ในมุมของลูกค้าทั่วไป ที่ยังมีคำถามทำนองว่าจะตัดวีดีโอแบบนี้ได้ยังไง จะก๊อปไฟล์จากเครื่องเก่าไปเครื่องใหม่ยังไง ผมคิดว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่ตลาดต้องการมากๆ และแอปเปิลสามารถนำเสนอได้ง่ายและมีประสิทธิภาพกว่าคู่แข่ง ทั้งจากเรื่องที่ตัวเองเป็นระบบปิดที่มีความซับซ้อนทางเทคนิกน้อยกว่าคู่แข่งอื่นๆ กับการที่ตัวเองมีร้านค้าปลีกของตัวเอง

ยิ่งในสภาพมาตรฐานการบริการสไตล์อเมริกันด้วยแล้ว Genius ถือได้ว่าอยู่ในระดับท็อปเท็นได้อย่างไม่ยาก จึงไม่น่าแปลกใจที่แอปเปิลจะเลือกเอา Genius มาขายในโฆษณาชุดนี้

แต่คำถามต่อไปที่สำคัญคือ โฆษณาชุดนี้ได้สื่อสาระสำคัญเหล่านี้ออกมาสู่ลูกค้าทั่วไปได้อย่างที่ต้องการหรือเปล่า?

เรื่องนี้คงมองได้สองมุม มุมหนึ่งที่เราจะสังเกตได้ว่าโฆษณาพยายามนำเสนอความเป็นลูกค้าที่ไม่รู้เรื่องอะไร มองเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ยาก พร้อมๆ กับความสามารถและความตั้งใจที่จะบริการของ Genius ดังนั้นผมคิดว่าโฆษณานี้จะมี impact ความรู้สึกร่วมเป็นพิเศษกับคนที่มีลักษณะเหล่านี้ และทำให้รู้สึกเชื่อไปว่า หากเราไปที่ Apple Store จะได้รับความช่วยเหลือในลักษณะนี้

แต่แน่นอนว่าการสะท้อนภาพนี้ออกมาย่อมเป็นดาบสองคมอย่างที่หลายๆ คนวิพากษ์วิจารณ์ นั้นคือการสะท้อนให้รู้สึกเหมือนผู้ใช้แมคนั้นโง่ ทำอะไรไม่เป็น ต้องได้รับความช่วยเหลือ

โดยหลังจากที่ผมลองมานั่งนึกๆ ดูแล้ว ผมคิดว่าเรื่องนี้แม้ว่าจะจริงไม่น้อย แต่อาจจะไม่ได้เป็นผลเสียกับแอปเปิลอย่างที่หลายคนคิด

ประเด็นแรกคือ คนที่จะรู้สึกได้ว่าตัวละครในเรื่องนั้นโง่ ต้องเป็นคนที่รู้สึกว่าปัญหาที่ตัวละครเหล่านั้นพบช่างเล็กน้อยเหลือเกิน ฉันเองก็ทำได้นะ ซึ่งคนกลุ่มนี้ย่อมต้องเป็นผู้ใช้ระดับกลางขึ้นไปเป็นอย่างน้อย ซึ่งในกลุ่มนี้ถ้าเป็นฐานผู้ใช้แมคอยู่แล้วก็คงไม่รู้สึกอะไร ในขณะเดียวกันถ้าเป็นฐานอื่นอยู่ ก็คงเป็นคนที่มีแนวโน้มที่น้อยกว่าที่จะเปลี่ยนมาใช้แมคด้วยเหตุในเรื่องของการบริการ (และก็คงมีแนวโน้มน้อยที่จะเปลี่ยนเพราะเรื่องเทคนิก ตามที่กล่าวตอนต้นว่าจุดเด่นทางเทคนิกของแมคเริ่มน้อยลง)

ดังนั้นด้านเสียเหล่านี้ จึงอาจจะคุ้มกับการสื่อสารที่ทรงพลังกว่า กับกลุ่มเป้าหมายที่มีแนวโน้มว่าจะเปลี่ยนมาใช้แมคได้มากกว่า และน่าจะพอใจกับบริการของ Genius ได้มากกว่า ซึ่งแน่นอนว่าคนกลุ่มนี้ย่อมมีจำนวนมากกว่ากลุ่มแรกอยู่แล้ว

แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ผมไม่แน่ใจจริงๆ คือโฆษณาชุดนี้สร้างความน่าสนใจได้มากพอหรือเปล่า เพราะถ้าดูแล้วก็จะเป็นบทสนทนาเรียบๆ ที่ไม่ได้มีความตลกขบขัน หรือตื่นเต้นอะไรสักเท่าไหร่ ยิ่งถ้าเทียบกับโฆษณาเก่าๆ ของแอปเปิล ถือว่าอยู่ในขั้นแย่เสียด้วยซ้ำ

ดังนั้นโดยสรุปแล้ว ในความคิดเห็นของผม ผมคิดว่าโฆษณานี้มาถูกทางแล้วในเรื่องของแนวทางที่ต้องการจะสื่อสาร แต่การสื่อสารนั้นดูเหมือนจะยังทำได้ไม่โดนใจสักเท่าไหร่ (บางทีถ้ามาจ้างครีเอทีฟจากไทยไปอาจจะทำโฆษณาที่ว้าวได้มากกว่านี้)

นี่เป็นความคิดเห็นหนึ่งที่มีกับโฆษณาชุดใหม่นี้ครับ