Okay Google, don’t be evil.

เรื่องของเรื่องคือ วันนี้ผมกำลังจะเข้าจีเมล์โดยใช้โครม หลังจากที่พิมพ์ตัวอักษร ‘g’ ได้ตัวเดียว แล้วก็เกิดเผลอกด return ไปทันที สิ่งที่ขึ้นมาคือภาพนี้ครับImage

ตอนแรกผมเลยคิดไปเองว่า กูเกิลอาจจะคิดไปเองว่าผมอยากจะพิมพ์คำว่า ‘gmail.com’ ด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลอะไรก็ตามแต่ เลยลองอีกครั้งบนซาฟารี ก็ยังได้ผลแบบเดียวกัน

เรื่องของเรื่องก็คือว่า ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าการที่กูเกิลเอาบริการจีเมลขึ้นมาไว้อันแรกจะเป็นการใช้อัลกอริธึมตามปกติหรือเปล่า ซึ่งโดยความคิดเห็นส่วนตัวไม่คิดว่าถ้าใช้การจัดอันดับตามปกติ บริการจีเมลจะสามารถชนะหัวข้อ ‘g-force’ หรืออักษร ‘G’ ของวิกิพีเดียได้ สังเกตว่าทั้งการแสดงผลไม่มีสักจุดที่จะแสดงเป็นตัวหนาได้ด้วยซ้ำ

และยิ่งถ้าลองดูลึกลงไป จริงๆ แล้วอักษร ‘G’ เป็นตัวย่อของหุ้น Genpact Limited ใน NYSE ซึ่งถ้าลองเปรียบเทียบกับการพิมพ์ ‘x’ เข้าไปในช่องเสิร์ช จะพบว่ามีข้อมูลหุ้นของ United States Steel Corporation ซึ่งใช้ตัวย่อว่า ‘X’ ใน NYSE เช่นเดียวกันแสดงขึ้นมาอันแรก ในขณะที่ถ้าอยากให้แสดงข้อมูลของ Genpact Limited กลับต้องพิมพ์ว่า ‘g stock’

Image

ครั้นถ้าจะเป็นการสร้างข้อยกเว้นของตัวเอง ผมคิดว่าวิธีการที่เหมาะสมคือการที่กูเกิลควรจะแสดงจีเมลในรูปแบบของโฆษณาให้ชัดเจนมากกว่า (ถึงแม้ว่าอาจจะไม่มีการจ่ายเงินให้ตัวเองก็ตามที)

เพราะการเนียนเอาโฆษณามาใส่เป็นผลการค้นหาแบบออร์แกนิกแบบนี้ต่ำเกินไป

ขอแฉ Ensogo บ้าง

ระยะหลังๆ มานี้เหมือนว่าจะได้เห็นข่าวคราวฉาวของ Ensogo ผ่านหูผ่านตามามากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดเห็นทวีทของ @mamuang ที่ RT เกี่ยวกับเรื่อง counter ตัวนับยอดซื้อบน Ensogo ก็พยายามจะหาข้อมูลเพิ่ม แต่ยังหาไม่ได้ (ใครมีข้อมูลรบกวนแจ้งหน่อยก็ดี) แต่ระหว่างที่หาก็แอบไปเจอเรื่องบ่นในเว็บพันทิพย์อีกพอสมควร เลยคิดว่ามาแฉเรื่องของตัวเองบ้างดีกว่า

เรื่องของผมคงจะเป็นเรื่องอีกฟากฝั่งบ้างนะครับ เพราะว่าผมเองเคยติดต่อกับทาง Ensogo ในฐานะของเป็นธุรกิจที่อยากจะนำสินค้าไปวางขายบนนั้นบ้าง ซึ่งตอนนั้นเลยมีโอกาสได้คุยกับคนใน Ensogo ที่จะมาเจรจาข้อตกลงกับเรา เลยทำให้พบจุดหลายๆ จุดในนั้น

จริงๆ ก่อนหน้านี้ผมก็พอจะเดาได้นะครับว่าด้วยลักษณะของ Ensogo ที่เน้นการขายของที่ดูเหมือนราคาถูกมากๆ เพื่อดึงดูดให้คนที่ไม่เคยเป็นฐานลูกค้าเดิมของเราอยากที่จะมาลองสินค้าหรือบริการของเราโดยใช้ราคาเป็นตัวล่อ แต่ผมเองก็ไม่เคยรู้ว่าทาง Ensogo เองก็จะโหดอยู่พอสมควร

ที่ว่าโหดในที่นี้คือ ไม่ใช่ว่าใครอยากจะไปฝากดีลด้วยจะตกลงกันได้ง่ายๆ นะครับ เพราะทาง Ensogo เองจะบังคับว่าตัวเลขที่ลดจะต้องหวือหวามากๆ แบบ 50% ขึ้นไปเท่านั้นอะไรแบบนี้ แถมจากตัวเลขที่ลดมาแล้ว Ensogo เองก็หักส่วนแบ่งของตัวเองไปอีกเกือบครึ่ง พูดง่ายๆ คือเงินที่จะเหลือมาถึงธุรกิจนั้นจะเหลือน้อยมาก ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่สินค้าหรือบริการที่จะนำไปเสนอขายบน Ensogo ได้ ควรจะต้องเป็นสินค้าที่มี margin ส่วนต่างกำไรสูงๆ อย่างพวกสินค้า luxury ฟุ่มเฟือยต่างๆ (ซึ่งจุดนี้ก็เป็นเรื่องที่ผมเองก็ไม่ได้รู้สึกมีปัญหาเท่าไหร่ เพราะคงเป็นเรื่องปกติในสินค้าหรือบริการบางอย่างที่จะมีส่วนต่างกำไรสูงเวอร์ๆ อยู่แล้ว)

แต่แน่นอนว่า กับผลิตภัณฑ์ที่ผมอยากจะไปขาย เป็นสิ่งที่ตรงเงื่อนไขนี้ได้ยาก เพราะกิจกรรมต่างๆ ของคิวบิกครีเอทีฟเอง (โดยเฉพาะค่ายพักแรม) ก็ค่อนข้างจะมีส่วนต่างกำไรที่ต่ำ แต่ตอนนั้นผมก็ตั้งใจว่าอาจจะลองจัดเอาผลิตภัณฑ์อย่างอื่นอย่างเช่นคอร์สกลางวันที่อาจจะมีส่วนต่างกำไรสูงหน่อยที่พอจะถูๆ ไถๆ ไปได้บ้าง

แต่สุดท้าย ผมตัดสินใจที่จะไม่ขายดีลบน Ensogo ต่อ เพราะผมเองค่อนข้างขัดใจกับความคิดของ Ensogo อยู่พอสมควร เพราะในระหว่างที่ผมเจรจาอยู่ด้วยนั้น ผมก็ได้พูดถึงข้อจำกัดในเรื่องส่วนต่างกำไรของผมไปบ้าง แต่คำแนะนำที่ผมได้รับกลับจาก Ensogo กลับไม่ค่อยถูกจริตผมเท่าไหร่นัก

ในตอนนั้น Ensogo แนะนำให้ผมสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ ที่ตั้งราคาสูงๆ แต่ปรับต้นทุนให้ถูกแล้วนำเสนอขาย หรือแม้แต่นำเสนอผลิตภัณฑ์แบบเดียวกัน แต่ตอนทำจริงให้ดำเนินการกับลูกค้าที่ซื้อดีลผ่าน Ensogo อีกแบบที่มีต้นทุนถูกกว่า (Ensogo ถึงกับยกตัวอย่างพวกคอร์สเสริมสวยว่า ของจริงที่จ่ายเต็มอาจจะทำ 5 ขั้นตอน 7 ขั้นตอน แต่พอเป็นดีล Ensogo ก็ให้เราแอบลดเหลือ 2 – 3 ขั้นตอนพออะไรแบบนี้) ซึ่งถ้าใครรู้จักผมมาในระดับหนึ่ง คงจะพอนึกภาพออกว่า ผมไม่ค่อยถูกจริตกับอะไรแบบนี้

แม้ว่าในทางธุรกิจ ผมจะเข้าใจได้ว่าการตั้งราคาให้สูงๆ เพื่อสร้างส่วนต่างราคาเพื่อนำไปใช้ทางการตลาด หรือเพื่อชดเชยข้อจำกัดอื่นๆ ทางธุรกิจจะเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ แต่ในข้อหลังผมคิดว่าเป็นการหลอกลวงมากกว่าการทำธุรกิจ และมันยิ่งน่าขยะแขยงที่คนของ Ensogo เป็นคนเอ่ยปากแนะนำให้เราทำอย่างนั้นเสียเองด้วย โดยที่ตัวเองเป็นเสือนอนกินส่วนแบ่งปริมาณมหาศาลนั้นไป โดยไม่ได้สนถึงต้นทุนของคู่ค้าเลย

นับแต่วินาทีนั้น ผมจึงรู้เลยว่า Ensogo ไม่ใช่ธุรกิจที่มีวัฒนธรรมของธรรมาภิบาลที่ดี คู่ควรแก่การที่ผมจะคบหา หรือแม้แต่เป็นลูกค้าด้วย

และแม้ว่าผมจะเชื่อว่าทุกวันนี้ ก็คงมีธุรกิจที่ดำเนินกิจการอย่างตรงไปตรงมาและน่านับถือขายดีลอยู่บน Ensogo อยู่บ้าง และลูกค้าหลายๆ คนก็คงโชคดีที่ได้รับสินค้าและบริการที่ดีเหล่านั้น

แต่ผมก็คงไม่ค่อยอยากจะจ่ายเงินให้กับธุรกิจดีๆ เหล่านั้น หากหมายถึงต้องจ่ายส่วนแบ่งส่วนหนึ่งให้กับอีกธุรกิจที่ !@#$%

อัปเดท (07/08/12) – ได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ไม่ขอระบุนาม อ้างว่าดูจากจำนวนรายชื่อคนที่เซ็นในสมุดเซ็นชื่อ ต่างกับตัวเลขบนเว็บลิบลับ ยังไงก็ฝากทุกคนลองช่วยกันสังเกตนะครับ อันนี้ก็มีความเป็นไปได้หลายอย่าง ลองใช้วิจารณญาณกันดูครับ