US Trip 2017 – Day 7

US Trip 2017 – Day 7

วันนี้เป็นวันแรกของแผนการลูป Yellowstone โดยเริ่มต้นจาก Salt Lake City เช่นเคย หลังจากที่เมื่อคืนกลับมานอนบ้านตั้มฟรี 1 คืน ตอนเช้าก็เก็บกระเป๋า ทานอาหารเช้าที่ตั้มทำให้ แล้วก็ออกเดินทางจาก Salt Lake City ประมาณเกือบ 11 โมง โดยในรอบนี้จะมีตั้มมาด้วยเป็นบุคคลที่สาม Continue reading “US Trip 2017 – Day 7”

Advertisements

Why should you buy new Apple product every year.

วันนี้ผมเพิ่งทำกำไรจาก iPhone 4S มาอีก 2,000 บาท โดยการขายเครื่องเก่า แล้วซื้อเครื่องใหม่โดยใช้โปรโมชันของทรูที่ติดสัญญา 18 เดือน (ซึ่งผมใช้แพคเกจราคานั้นอยู่แล้ว เลยไม่รู้สึกอะไร)

แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นหลัก แค่ว่าเหตุการณ์นี้ทำให้ผมนึกถึงเรื่องหนึ่งที่อยากเขียนบล็อกมานาน แต่ยังไม่ได้เขียนสักที นั่นคือเรื่องของมูลค่าของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ กับเรื่องของเวลา

ผมคิดว่าอย่างหนึ่งที่คนทั่วไปมักจะลืมคิดไปเวลาซื้อของชิ้นใหญ่ๆ อะไรก็ตาม นอกเหนือจากเรื่องของราคา และความพึงพอใจแล้ว สิ่งที่ควรพิจารณาประกอบกัน คือเรื่องของกรอบเวลา ค่าดูแลรักษาและความเสี่ยงด้วย

หากยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าเรากำลังจะซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง นอกจากเรื่องของสเปคเครื่อง รูปลักษณ์ (สองอย่างนี้คือความพึงพอใจของเรา) และราคาแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องนึกถึง คือเราจะใช้คอมพิวเตอร์เครื่องที่ว่าไปนานเท่าไหร่ เราจะต้องมีค่าใช้จ่ายเพื่อใช้ในการดูแลรักษาเครื่องนี้ให้ใช้งานได้ตามกรอบเวลาที่เราต้องการเท่าไหร่ และมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหนที่จะเกิดการสูญเสียมากกว่าที่เราประเมินไว้

หากยกตัวอย่างง่ายๆ ผมอาจจะพิจารณาระหว่างซื้อคอมพิวเตอร์ราคา 60,000 บาท โดยตั้งใจว่าจะใช้ 3 ปี หรือจะซื้อคอมพิวเตอร์ 30,000 บาทที่จะใช้ปีครึ่ง แล้วค่อยซื้อเครื่องใหม่ ซึ่งในเวลานั้น เงิน 30,000 บาทอาจจะซื้อเครื่องได้ใกล้เคียงกับคอมพิวเตอร์รุ่น 60,000 บาทในปัจจุบันก็ได้ (อันนี้คิดง่ายๆ แบบไม่มีดอกเบี้ย)

ซึ่งหลายครั้งที่เวลามีคนมาปรึกษาผมเรื่องจะซื้อคอมพิวเตอร์ หลายๆ คนมักจะไม่สามารถตอบคำถามของผมได้เมื่อผมถามกลับว่า “ตั้งใจจะใช้นานเท่าไหร่” ทั้งๆ ที่ระยะเวลานี้ มีผลสำคัญมากว่า เราจะเลือกให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายเงินอย่างไร เช่น ถ้าเราตั้งใจจะใช้นาน เราอาจจะยอมได้สเปคที่ต่ำกว่า เพื่อแลกกับแบรนด์ที่อาจมีความคงทนมากกว่า หรือถ้ามีการประมาณการค่าดูแลรักษาไว้แล้ว ก็อาจจะเลือกยี่ห้อที่มั่นใจว่าซ่อมง่ายในไทยไปเลย

สำหรับโทรศัพท์มือถือก็เช่นเดียวกัน เมื่อก่อนตั้งแต่มือถือเครื่องแรกๆ ของผม ผมจะตั้งเป้าไว้ที่ 18 เดือน โดยมักจะซื้อในงบประมาณ 16,000 บาท

ยอมรับว่าตอนผมซื้อ iPhone 3GS เครื่องแรก ผมยังไม่ได้คิดถึงเรื่องประเด็นนี้มากนัก แต่พอหลังจากที่ iPhone 4 ออก แล้วก็พบว่าเราอยากจะใช้ iPhone 4 อีก ตอนซื้อ iPhone 4 เลยเริ่มพิจารณาเรื่องนี้มากขึ้น ซึ่งสิ่งที่ผมสังเกตพบ และเป็นข้อแตกต่างที่สำคัญจากการใช้มือถือรุ่นก่อนๆ ของผม กับการใช้ iPhone คือ การขายต่อนั้นทำได้ง่ายมาก และมีมูลค่ามากกว่าที่เราจินตนาการไว้เสมอ

และผมพบว่า การที่เราซื้อผลิตภัณฑ์ของแอปเปิลอันล่าสุดเสมอ ซึ่งมักจะออกทุกๆ ในกรอบเวลา 1 ปี แล้วขายอันเก่าทิ้งไป เป็นตัวเลือกที่มีความคุ้มค่ามากที่สุดในหลายๆ ประการ ได้แก่

  1. เราจะได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดเสมอ (ซึ่งจะมีมูลค่ากับคนที่อินในเทคโนโลยีอย่างผมเป็นพิเศษ) อันนี้เป็นปกติของเทคโนโลยี
  2. เราจะได้ใช้อุปกรณ์ในช่วงกรอบระยะเวลาประกัน 1 ปี ซึ่งมูลค่าที่ซ่อนอยู่ของการอยู่ในประกัน มักเป็นมูลค่าที่ตลาดสินค้ามือ 2 มักมองข้าม หรือไม่สามารถตีราคาได้อย่างชัดเจน ซึ่งมักเป็นมูลค่าที่ไม่ได้เพิ่มราคาขายต่อสักเท่าไหร่ แต่เป็นประโยชน์ในช่วงเวลาที่เราถือครองผลิตภัณฑ์นั้นๆ
  3. ผลิตภัณฑ์ของแอปเปิลมักเปลี่ยนแบตเตอร์รี่ไม่ได้เองง่ายๆ ซึ่งแบตเตอร์รี่ก็มักจะมีอายุการใช้งานที่แย่ลงไปมากหลังจากผ่านไปหนึ่งปี เช่นเดียวกันเป็นสิ่งที่ตลาดสินค้ามือ 2 มองไม่เห็น และไม่ส่งผลต่อราคาขายต่อโดยตรง การซื้อของใหม่จะทำให้เราได้ใช้แบตเตอร์รี่ที่ดีที่สุดเสมอด้วย
  4. มูลค่าของ iPhone มือสองจะตกลงอย่างรวดเร็วหลังจากช่วง 1 ปีเป็นต้นไป การรีบขายในช่วงกรอบประมาณ 1 ปีจึงเป็นจังหวะที่มีความคุ้มค่าที่สุด

ซึ่งหากมองย้อนกลับไปแล้ว ในช่วงการใช้ iPhone ทั้งสามเครื่องของผมที่ผ่านมา ผมจะใช้เงินประมาณตกปีละ 6,000 – 8,000 บาท เพื่อใช้เครื่องรุ่นล่าสุดเสมอ (รวมถึงค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนเครื่องใหม่ เช่นฟิล์ม) ซึ่งตัวเลขนี้หากเทียบเอาตามมูลค่าง่ายๆ แบบไม่คิดดอกเบี้ย ก็เท่ากับใช้เครื่องรุ่น 21,000 บาทเป็นเวลาประมาณ 3 ปีแล้วเปลี่ยนเครื่องใหม่ไปเลย แต่ต่างกันตรงที่ สองปีหลังจะได้ใช้รุ่นล่าสุดด้วย และตลอด 3 ปีมีประกันยาวทั้งหมด นอกจากนี้กรณีที่เรามีทรัพย์สินมากพอที่จะเอามาจมอยู่ในโทรศัพท์ เราก็สามารถเลือกใช้รุ่นแพงได้ โดยไม่ได้เพิ่มค่าใช้จ่ายต่อปีมากเท่ากับการซื้อเพื่อใช้จนทิ้ง

แถมตัวเลขที่ว่านี้ ยังน้อยกว่าสมัยก่อนผมใช้ iPhone เสียอีก

สุดท้ายนี้ อยากลองแนะนำให้ทุกคนลองย้อนดูประวัติการใช้โทรศัพท์มือถือ (หรืออุปกรณ์มูลค่าสูงอื่นๆ) ของตนเองดูครับว่า เรามีค่าใช้จ่ายที่แท้จริงต่อปีเท่าไหร่ และเรามีตัวเลือกที่จะใช้เงินน้อยลงเพื่อให้ได้ความพอใจเท่าเดิม หรือใช้เงินเท่าเดิมเพื่อความพอใจที่มากขึ้นหรือไม่

หวังว่าจะทำให้ทุกคนใช้เงินได้คุ้มค่าขึ้นครับ

10,000 hours of inspiration.

เมื่อสักครู่นี้ ผมเพิ่งฟังเพลงบน iTunes ครบ 10,000 ชั่วโมงครับ ซึ่งจริงๆ ก็คงรวมถึงที่ฟังบนอุปกรณ์อื่นๆ ที่เคย sync ทำให้ข้อมูลตรงกันในอดีตจนถึงปัจจุบันด้วย ซึ่งได้แก่ iPod mini 4GB, iPod U2 with color display 20GB, iPod (5th generation) 30GB, iPod shuffle (2nd generation) 1GB, iPhone 3GS 16GB, iPad 32GB, iPhone 4 32GB, iPad 2 64GB และ iPhone 4S 32GB

คุณลักษณะหนึ่งของ iTunes (ที่จริงๆ แล้วโปรแกรมจัดการเพลงค่ายอื่นก็มี) ที่ผมออกจะชื่นชมเป็นพิเศษ ก็คงเป็นความสามารถในการจัดการ library สารบรรณเพลงที่เป็นระบบระเบียบ เหมาะกับการมีเพลงเป็นพันเป็นหมื่นเพลง

ย้อนไปตั้งแต่เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2547 เป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสสัมผัสกับผลิตภัณฑ์ของแอปเปิล (หากไม่นับเครื่อง Macintosh ที่ห้องทำงานพ่อที่ไปเล่นวาดรูปตอนเด็กๆ) หลังจากที่โดนจรสพงษ์ไซโคมาระยะหนึ่ง จนตัดสินใจสั่งซื้อ iPod mini โดยฝากเพื่อนซื้อมาจากอเมริกาด้วยส่วนลดของนักเรียน ซึ่งในตอนนั้นเอง ก็เป็นเหตุที่ทำให้ผมต้องย้ายสารบรรณเพลงของผมทั้งหมดจาก Windows Media Player มายัง iTunes

ในตอนนั้น อาจเพราะ iTunes บน Windows ยังไม่อ้วนหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ แม้ว่าแรกๆ มันจะขัดจากความเคยชินของเราตอนใช้ Windows Media Player แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ตอนนั้นผมกลับรู้สึกว่ามันกลับใช้งานได้ง่ายกว่า (สมัยนั้น Windows Media Player ยัง clutter ระเกะระกะอยู่มาก) และสิ่งที่ทำให้ผม wow ว้าวอย่างนึงคือการค้นหาเพลงแบบ instant ที่พอเราพิมพ์ตัวอักษรนึง หน้าจอก็จะ filter คัดกรองรายชื่อเพลงที่ตรงกับตัวอักษรที่เราพิมพ์แบบสดๆ ทันที แบบที่ไม่กระตุก

แม้ว่าในแว้บแรก การที่ iPod ที่ผมซื้อมาจะต้องนำเพลงลงโดยใช้ iTunes เท่านั้น จะขัดกับความรู้สึกลึกๆ อยู่บ้าง แต่ด้วยการที่สุดท้ายแล้วมันก็มีขนาดพอกับสารบรรณเพลงของเราทั้งหมด เรื่องราวมันก็เลยกลายเป็นง่ายไป และผมกลับรู้สึกดี ที่เราเหมือนกับมีเพลงทั้งหมดที่เลือกฟังได้บน iPod ไม่ต้องคอยเลือกเอาใส่แบบเครื่องเล่น MP3 อื่นๆ ในสมัยนั้น อยากฟังเพลงอะไรก็ฟังได้ตลอด

หลังจากที่ใช้ไปได้สักพัก ผมก็เพิ่งสังเกตว่า เวลาที่เราฟังเพลงจากบน iPod แล้วมาทำให้ข้อมูลตรงกันกับ iTunes มันจะอัปเดทช่อง Last Played และ Play Count ตามที่เราเล่นบน iPod ด้วยโดยอัตโนมัติ จึงเป็นอีกจุดเล็กๆ ที่ทำให้ผมประทับใจ และรู้สึกว่าสารบรรณเพลงทั้งหมดของผมมันถูกจัดระเบียบได้อย่างเป็นที่เป็นทางจริงๆ

ซึ่งนับจากความประทับใจเล็กๆ น้อยๆ หลายๆ อย่างใน iPod + iTunes ทำให้สุดท้ายผมก็ตัดสินใจที่จะมาใช้ Mac OS X ตามด้วย และหลายๆ ครั้งก็ได้นำปรัชญา แนวคิด วิธีการ หรือแม้แต่ดีไซน์เว็บของแอปเปิลมาใช้กับงานของตัวเอง จนปฏิเสธไม่ได้ว่า การมีเพื่อนชื่อจรสพงษ์นั้น มีอิทธิพลกับชีวิตผมมากมายอย่างบอกไม่ถูก

Steven Levy ได้กล่าวไว้ในหนังสือ The Perfect Thing ไว้ว่า:

Simply handing over your iPod to a friend, your blind date, or the total stranger sitting next to you on the plane opens you up like a book. All somebody needs to do is scroll through your library on that click wheel, and, musically speaking, you’re naked. It’s not just what you like—it’s who you are.

ในโอกาสที่ผมได้สัมผัสกับดนตรีบนโลกของแอปเปิลครบ 10,000 ชั่วโมงนี้ ก็เลยขอนำสถิติสนุกๆ จากสารบรรณเพลงของผมเมื่อครบ 10,000 ชั่วโมงนี้มาแบ่งปันกันสักหน่อยครับ

สถิติทั่วไป

เพลงที่ครบ 10,000 ชั่วโมง: ขอบคุณที่รักกัน (Potato)
จำนวนที่เล่นทั้งหมด: 145,845 ครั้ง

จำนวนเพลง: 3,201
รวมเวลาเพลง: 8 วัน 15 ชั่วโมง 53 นาที 48 วินาที
รวมขนาดไฟล์: 12.8GB
จำนวนศิลปิน: 464
จำนวนอัลบั้ม: 340
จำนวนประเภท: 40
จำนวนการฟังเฉลี่ยต่อเพลง: 45.6
อัตราส่วนอัลบั้มที่สมบูรณ์: 23%
อัตราส่วนเพลงที่ได้ฟังอย่างน้อยหนึ่งครั้ง: 95%
อายุสารบรรณ: 7.2 ปี
อัตราการเติบโตเฉลี่ย: 8.5 เพลงต่อสัปดาห์

อัตราส่วน 5 ดาว: 2%
อัตราส่วน 4 ดาว: 8%
อัตราส่วน 3 ดาว : 22%
อัตราส่วน 2 ดาว: 22%
อัตราส่วน 1 ดาว: 20%
ไม่ได้จัดอันดับ: 25%

อัตราส่วน 64 – 127kbps: 25%
อัตราส่วน 128 – 191kbps: 56%
อัตราส่วน 192 – 255kbps: 15%
อัตราส่วน 256kbps ขึ้นไป: 4%

อันดับเพลงที่ฟังมากที่สุดตลอดกาล

  1. ถาม / Superbaker / Joy / 791
  2. ได้ไหม / ToR+ / Love Is : vol. 1 / 650
  3. สักวันหนึ่ง / ToR+ / Piano & I / 637
  4. คนอบอุ่น / Superbaker / Joy / 634
  5. คู่กัน / Scrubb / Club / 626
  6. ความซื่อสัตย์ / Bodyslam / Drive / 624
  7. บางสิ่ง / B5 / Event / 623
  8. เมื่อไม่มีเธอ / Tri Bhumiratna / My Diary Original Soundtrack / 612
  9. ได้ไหม / ToR+ / Piano & I / 586
  10. คนไม่พิเศษ / B5 / Event / 577
  11. Pass the Love Forward (E1even1h) / Boyd Kosiyabong / Rhythm & Boyd E1even1h / 570
  12. Minuet in G & Canon in D / ToR+ / Piano & I / 558
  13. Sensitive / Superbaker / Joy / 557
  14. ที่ฉันรู้ / Boyd Kosiyabong / Rhythm & Boyd E1even1h / 547
  15. บ้านของหัวใจ / Superbaker / Joy / 540

อันดับเพลงที่ฟังมากที่สุดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

  1. รักคุณเข้าอีกแล้ว / BOYdPOD / BitterSweet / 515
  2. รักเธอ / ToR+ / Living in C Major / 510
  3. หนาว / The Strangers / The Volume One / 503
  4. ขอบคุณกันและกัน / The August Band / Thanx / 450
  5. กันและกัน (Radio Edit) / Flure / Love of Siam OST / 445
  6. ยาพิษ / Bodyslam / Save My Life / 442
  7. เรื่องจริง / Boyd Kosiyabong / Songs From Different Scenes #5 / 422
  8. ไม่เข็ด / Lipta / The Volume One / 407
  9. คืนอันเป็นนิรันดร์ / The August Band / Love of Siam OST / 374
  10. Superstar / Groove Riders / Lift / 372

อันดับเพลงที่ฟังมากที่สุดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

  1. เจ็บ…และชินไปเอง / ETC. / Push / 126
  2. 24.7 / Singular / The White Room / 120
  3. สองหมื่น / Stamp / Million Ways to Write Part 1 / 118
  4. เบา เบา / Singular / The White Room / 115
  5. อะไร / ละอองฟอง / Wind Up City / 106
  6. เธอคือใคร / ETC. / Change / 97
  7. ลอง / Singular / The White Room / 94
  8. คิดฮอต / Bodyslam / คราม / 87
  9. ครั้งสุดท้าย / Stamp / เพลงที่นานมาแล้วไม่ได้ฟัง / 82
  10. การเปลี่ยนแปลง / Boy Peacemaker / Sense of Sound / 81

อันดับศิลปินที่ฟังมากที่สุด

  1. Boyd Kosiyabong / 13,406
  2. ToR+ / 11,580
  3. B5 / 4,031
  4. Bodyslam / 3,603
  5. Superbaker / 3,399
  6. Narongvit / 3,021
  7. Nicole / 2,643
  8. Lipta / 2,628
  9. Ann / 2,346
  10. BOYdPOD / 2,271

อันดับอัลบั้มที่ฟังมากที่สุด

  1. Piano & I / ToR+ / 4,531
  2. Rhythm & Boyd E1even1h / Boyd Kosiyabong / 4,203
  3. Joy / Superbaker / 3,399
  4. Event / B5 / 3,215
  5. Living in C Major / ToR+ / 2,573
  6. Love Is : vol.1 / 2,376
  7. BitterSweet / BOYdPOD / 2,271
  8. Songs From Different Scenes #5 / Boyd Kosiyabong / 1,870
  9. Love of Siam OST / 1,791
  10. Sleepless Society / 1,541

ผมคงต้องยอมรับว่า 10,000 ชั่วโมงที่ผ่านมา เป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญกับชีวิตของผม จนผมอดตื่นเต้นไม่ได้ว่าในอีก 10,000 ชั่วโมงข้างหน้า มันจะน่าตื่นเต้นแค่ไหน…

จนกว่าจะถึงเวลานั้นครับ

Another reason why my next phone won’t be Android.

ตื่นเต้นครับ!

เรื่องของเรื่องคือ เมื่อสองสามวันมานี้ อยู่ๆ ปุ่ม Sleep/Wake ของ iPhone ผมก็เกิดงอแง เริ่มกดติดบ้างไม่ติดบ้าง (หลังจากที่ปุ่ม Home งอแงมานานแล้ว) ผมเลยตัดสินใจว่า คงต้องรีบไปซ่อม เพราะถ้าเกิดใช้ไม่ได้มาเมื่อไหร่ จะวุ่นวายมากๆ ยิ่งกำลังจะมีงานวันศุกร์นี้แล้วด้วย ก็เลยติดต่อจะไปซ่อมที่สยามสแควร์ซอย 2 (ซึ่งเป็นศูนย์บริการ iPhone ของ True Move

ซึ่งทีแรกก็คิดว่าเครื่องเราหมดประกันแล้ว ด้วยความกลัวพนักงาน เลยคิดว่าจะแค่ไปขอซ่อม จ่ายเงินก็ได้ไม่ว่า ให้เครื่องใช้ได้เป็นพอ ปรากฎ พนักงานน่ารักกว่าที่คาด (แต่ยังไม่ดีเลิศแบบ DTAC หรือไทยพาณิชย์แพลตินัม)

พอเค้ารับเครื่อง ก็ไปตรวจๆ ส่องๆ จุดรับความชื่นต่างๆ กะว่าจะดูประกันว่าหมดหรือเปล่า ด้วยความที่เราก็แค่อยากให้เครื่องใช้ได้ ก็เลยรีบพูดดักคอไปว่า “ซ่อมก็ได้นะครับ จ่ายเงินก็ได้ ผมโอเค” เค้าก็ตอบกลับมาทันทีว่า “ไม่ซ่อมครับ เปลี่ยนอย่างเดียว” โห ใจป้ำเว้ยเห้ย ปรากฎ หลังจากตรวจแล้วว่าจุดไม่แดง (เครื่องไม่โดนน้ำ) และเช็คแล้วว่าประกันจะหมดลงวันที่ 20 กว่าๆ กันยายนที่จะถึงนี้ (แปลว่าประกันยังเหลือ) เค้าก็เลยกำลังจะเปลี่ยนเครื่องให้ โดยในขั้นตอนเค้าต้องลอง Restore Firmware ก่อนว่าไม่ช่วยแก้ปัญหา ถึงจะเปลี่ยนให้ได้

ผ่าง… เครื่องกรูเป็น iOS 5 beta

สรุปเลยวุ่นวายหน่อยที่ต้องมาดาวน์เกรดเป็น iOS 4 ที่บ้านก่อน แล้วค่อยไปเคลมอีกที แต่ก็ได้เปลี่ยนเครื่องใหม่ไม่มีปัญหาอะไร

จริงๆ สังเกตดูที่ทางก็พบว่า ไอ้ศูนย์บริการไอโฟนของทรูเนี่ย มันไม่มีส่วนที่ซ่อมจริงๆ ด้วย มีแต่เครื่องไอโฟนใหม่ที่ใส่กล่องพิเศษแบบที่มีแต่เครื่อง (ไม่มีอุปกรณ์เสริมอื่นๆ หรือเอกสารอะไร) วางเป็นตั้งๆ แบบกะเปลี่ยนอย่างเดียวเลย

เลยแอบสงสัยว่า ถ้าหมดประกันแล้ว อยากซ่อม จะทำยังไงล่ะเนี่ย? วู้ว!