Fujikawaguchiko Trip 2017 – Day 1

Fujikawaguchiko Trip 2017 – Day 1

ปีนี้ได้มีโอกาสทำตัวเป็นมนุษย์เงินเดือนบ้าง โดยการออกเดินทางไปแย่งกันกินแย่งกันเที่ยวกับผู้ร่วมชะตากรรมในช่วงสงกรานต์ โดยในคราวนี้ที่บ้านตัดสินใจจะจัดทริปไปที่ Fujikawaguchiko (ทะเลสาปตรงฟูจิ) ซึ่งในวันแรกของการหยุดยาววันที่ 13 เมษายนนี้ หลักๆ ก็คือการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปหาพี่สาวที่โตเกียว

เริ่มต้นจากการแตกขี้ตาตื่นขึ้นมาตอนตีสี่ครึ่ง และออกจากบ้านราวๆ ตีห้าเศษ แม้ว่าเที่ยวบินจะออกเดินทางเก้าโมงกว่าๆ แต่ก็เพราะว่าไม่แน่ใจว่าวันนี้สภาพการเดินทางจะเป็นอย่างไร เลยคิดว่าเผื่อเวลากันไว้ก่อนดีกว่า Continue reading “Fujikawaguchiko Trip 2017 – Day 1”

Advertisements

JP/US 2014 – Day 10

และแล้วก็เดินทางมาถึงวันสุดท้ายที่ญี่ปุ่น ในวันนี้เรามีกำหนดการในการช็อปปิ้งเป็นหลักอย่างเดียว ก่อนที่ในตอนเย็นจะเดินทางกลับที่สนามบิน Haneda โดยที่ทั้งสามคนออกเดินทางเวลาไล่เลี่ยกัน แต่คนละเที่ยวบินทั้งหมด ของผมเป็น JL ไป SFO ในขณะที่แทนเป็น JL กลับ BKK และกรเป็น NH กลับ BKK

ตอนเช้าหลังจากที่เก็บของ เช็คเอ้าท์และกินข้าวเช้า เราก็ตัดสินค่อยๆ เดินจากแถว Kanda ที่อยู่มายัง Akihabara โดยแทนมีเป้าหมายสำคัญที่จะไปร้านเซ็กซ์ช็อปซึ่งน่าตื่นตาตื่นใจ แต่น่าเสียดายที่เขาไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปข้างใน แต่ละคนก็ได้ของติดไม้ติดมือกันมาคนละนิด ยกเว้นแทนที่เยอะมาก ฮ่าๆ

หลังจากนั้นเราก็ไปที่ Yodabashi ที่เป็นศูนย์รวมขายของไอทีและใกล้เคียงที่ใหญ่มาก ซึ่งก่อนหน้านี้ที่เคยมาญี่ปุ่นก็เคยใช้บริการแล้วเพื่อซื้อกันดั้มให้เบสท์กับหยอดกาชาปองมากมายไว้เป็นของฝาก ทีแรกเกือบบ้าจี้ซื้อกันดั้ม PG กลับมาให้เบสท์แล้ว แต่ไม่สามารถหาวิธีจะขนกลับมาได้ เลยไว้โอกาสหน้าแล้วกันนะ

พอซื้อของต่างๆ กันเรียบร้อยแล้ว เราก็เดินทางมายังสนามบิน Haneda เพื่อเตรียมที่จะเดินทางกลับ จัดการกระเป๋าต่างๆ ของผมเองก็ฝากแทนกลับกรุงเทพฯ ไปเพราะจะต้องไปอเมริกาต่อ ก่อนที่เราจะออกเดินทางประมาณเที่ยงคืนทุกคน โดยรวมแล้วในวันนี้เราแทบจะไม่ได้ถ่ายรูปกันเลย เลยจะมีแค่เพียงภาพเซลฟี่รวมสุดท้ายก่อนแยกย้ายขึ้นเครื่องที่สนามบินภาพนี้

IMG_1090

สำหรับผมเองก็ต้องเดินทางมายัง SFO ต่อด้วย JL2 ซึ่งน่าตื่นเต้นตรงที่เป็นเครื่องใหม่ Boeing 787 ก็เลยมีหลายอย่างที่ว้าวอยู่บ้าง (บางอย่างอาจจะเคยมีในเครื่องเก่ากว่านี้ที่อื่น แต่ผมอาจจะไม่เคยขึ้นก็ได้ ขออภัยมา ณ โอกาสนี้) และหลายๆ อย่างเป็นฟีเจอร์ภายในห้องโดยสารที่ไม่แน่ใจว่าในทางเทคนิกแล้วอาจจะไม่ได้เกี่ยวกับการที่เป็น 787 เท่ากับการที่เป็นเครื่องใหม่มากกว่า น่าเสียดายที่รอบนี้ที่ว่างเยอะ อดอัปเกรดเป็น Business Class ฮา…

อย่างแรกคือ ไฟต่างๆ ในห้องโดยสารเหมือนจะกลายเป็นไฟ LED หมดแล้ว แล้วไฟเหลืองๆ ก็เปลี่ยนเป็นไฟขาวทั้งหมด จริงๆ อันนี้ก็ออกจะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะสำหรับไฟที่ส่องที่นั่งพอเป็นสีขาวก็รู้สึกว่าแรงกว่าสีเหลืองไปพอสมควรเหมือนกัน

ต่อมาสิ่งที่สังเกตเห็นคือไฟห้องโดยสารทั้งหมดเปลี่ยนสี โดยตอนแรกที่ออกตอนกลางคืนไฟจะเป็นสีฟ้าๆ จนพอปิดไฟให้นอนก็กลายเป็นน้ำเงินเข้ม แล้วจำได้เลยว่าพอดีตื่นตอนจังหวัดเขาจะปลุกมาทานข้าวเช้าก่อนเครื่องลงพอดี เลยได้มีโอกาสเห็นไฟสีน้ำเงินที่ค่อยๆ เฟดเป็นสีแดง ส้ม จนกลายเป็นเหลือง เลียนแบบกับพระอาทิตย์ขึ้นอย่างไงอย่างงั้น

IMG_7826

 

IMG_7837

นอกเหนือจากไฟ สิ่งที่ช่วยรักษาบรรยากาศในห้องโดยสารอีกอย่างคือกระจกปรับแสงอัตโนมัติ ที่พออยู่ในช่วงที่อยากให้ผู้โดยสารนอน กระจกทั้งหมดก็จะปรับให้กรองแสง แม้ว่าข้างนอกจะสว่างแค่ไหน แต่ก็จะดูเหมือนกับเป็นตอนเย็นอยู่ จนถึงตอนที่จะให้ผู้โดยสารตื่น เขาก็ปรับกระจกทั้งลำให้มันสว่างขึ้นมาได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้โดยสารยังสามารถปรับกระจกของตัวเองได้ด้วยปุ่มอยู่ดีเหมือนกัน

IMG_7839

IMG_7838

สำหรับที่นั่ง คราวนี้เจอที่ชาร์จ USB เพิ่มมาให้ด้วย (ส่วน AC ก็มีเหมือนกัน แต่เห็นว่าหลายๆ ที่เดี๋ยวนี้มีหมดแล้ว) ที่น่าสนใจคือมี Composite-in สำหรับเสียบอะไรก็ตามที่อยากใช้จอที่นั่งเราดูแทนได้ สำหรับจอเป็นไวด์สกรีนแบบสัมผัสได้ แต่ยังเป็นแบบ resistive นะ

IMG_7829

IMG_7840

อย่างเดียวที่อยากจะบ่นกับเที่ยวบินนี้คืออาหาร ไม่เอาอ่าวจริงๆ รอบแรกเป็นแซนด์วิชอย่างเดียว กับรอบสองเป็นขนมปังกับซุป ถือว่าแย่มากเทียบกับเที่ยวบิน 10 ชั่วโมง

IMG_7836

หลังจากนั้นก็วาร์ปมาถึง San Francisco ตอนเวลาประมาณสี่โมงเย็นของวันที่ 19 (เหมือนนั่งไทม์แมชชีนกลับมา) ก็นั่งใช้ Wi-Fi ฟรีที่สนามบินอยู่สักพัก ก่อนที่จะออกเดินทางมาในตัวเมืองโดยนั่งรถไฟ BART มา คุณพระ การที่มาจากญี่ปุ่นที่รถไฟกิ๊บเก๋แล้วมาเจอรถไฟเก่าๆ ห่วยๆ นี่ช่างขัดอารมณ์

พอมาถึงก็เดินไปเจอกับตั้มที่โรงแรม ระหว่างทางเจอ Apple Store ก็แวะเข้าไปฉี่ทับ ก่อนที่จะเจอกับตั้ม ออกมาหาอะไรกิน แล้วก็เป็นอันสิ้นสุดอีกวันหนึ่ง

อาห์… คิดถึงปริมาณอาหารจุใจสไตล์อเมริกันจริงๆ

IMG_7848

หมายเหตุ: โพสท์นี้เป็นโพสท์ย้อนหลัง

JP/US 2014 – Day 9

หลังจากที่เมื่อวานเราพลาดท่ากับ Tokyo Disneyland มาแล้ว เราจึงหมายมั่นตั้งใจว่าในวันนี้เราจะไม่พลาดกับ Tokyo DisneySea อีก เลยแหกดากถ่อกันไปให้ถึงตั้งแต่ก่อนส่วนสนุกเปิด ก็พบความระทึกใจอีกอย่างว่า ขนาดเราไม่ต้องต่อคิวซื้อตั๋วแล้ว (เพราะซื้อแล้วตั้งแต่เมื่อวาน) แค่แถวรอคิวจะเข้าสวนสนุกก็ยาวไปถึงมัลดีฟ! เลยกลายเป็นว่าเราต้องใช้เวลาอีกประมาณ 30 – 40 นาทีกว่าจะได้เข้าสวนสนุก

ทันทีที่เข้าไปได้ เราก็รีบเทเลพอร์ตไปที่ Tower of Terror และใช้มุกเดิมคือจิ้ม FastPass คู่ไปด้วย หลังจากนั้นก็พยายามบริหารเวลาอย่างดีเยี่ยมทั้งการต่อแถวและจิ้ม FastPass จนสุดท้ายสามารถเล่นอันหลักๆ ได้เกือบหมด แม้กระทั้งม้าหมุน จะพลาดไปมากๆ ก็มีแค่ Toy Story Mania ซึ่งเป็นของใหม่ และดันไม่สามารถจะแย่งชิงได้ไหว

และเนื่องจากวันนี้เรามาตั้งแต่เปิด และมีแรงอยู่พอจนถึงปิด เลยมีโอกาสได้ถ่ายรูปเล่นและได้ดูโชว์กลางคืนด้วย แต่น่าเสียดายที่เนื่องจากลมแรง จึงทำให้ดอกไม้ไฟถูกยกเลิกไป (เซ็งเป็ด)

IMG_0960

IMG_0980

IMG_0987

หลังจากนั้นเราก็เดินทางกลับ โดยตอนแรกตั้งแต่ว่าจะแวะที่สถานี Tokyo เพื่อแวะไปกินซูชิ 80 เยนที่เคยเจอเมื่อวันก่อน แต่เนื่องจากกว่าจะเดินทางไปถึงก็ดึกมากแล้ว พร้อมกับไม่แน่ใจทาง เราจึงเปลี่ยนใจเลี้ยวเข้าร้านซูชิที่เดินผ่านอีกร้านนึงแทนซึ่งราคาแพงกว่า แต่แทนผู้เชี่ยวชาญด้านซูชิบอกว่าเริศกว่ามาก แต่ว่าฉันเองไม่ได้กินเพราะว่าแพงไป ขอขโมยรูปของแทนมาอวด

IMG_0977

IMG_0978

หลังจากนั้นก็เดินทางกลับที่พักใน Kanda และก็จบไปอีกวัน พรุ่งนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่ได้อยู่ในญี่ปุ่นแล้ว

หมายเหตุ: โพสท์นี้เป็นโพสท์ย้อนหลัง

JP/US 2014 – Day 8

สำหรับวันนี้และพรุ่งนี้เรามีกำหนดการที่จะเที่ยว Tokyo Disney Resort กันครับ โดยที่ในวันนี้จะไป Tokyo Disneyland ก่อน ส่วนในวันพรุ่งนี้ถึงจะไป Tokyo DisneySea ตอนแรกก่อนที่จะมาก็พอคาดเดาไว้แล้วว่า จำนวนคนที่มาน่าจะเยอะกว่าที่เคยมาช่วงเดือนธันวาคมอยู่พอสมควร เลยจะต้องทำเวลารีบมาตั้งแต่เปิด แต่พอมาถึงแล้วก็พบว่า แม่เจ้า! คนเยอะกว่าที่คิดไว้อีกสี่ล้านห้าแสนหกหมื่นเจ็ดพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าเท่า จนกลายเป็นว่ากว่าเราจะซื้อตั๋วจนเข้าไปในสวนสนุกได้ ก็ใช้เวลาปาเข้าไปเป็นชั่วโมงแล้ว

IMG_0827

พอเข้าไปได้ อย่างแรกที่ไปเล่นก่อนเลยคือ Space Mountain โดยจิ้มทั้ง FastPass และต่อแถวไว้ ใช้เวลาต่อคิวประมาณเกือบ 2 ชม. ได้ แล้วตอนที่เล่นเสร็จตอนแรกก็กะว่าจะไปเล่น Big Thunder Mountain Railroad ต่อ แต่ปรากฎว่ามันปิดอยู่ เลยไปเดินๆ ต่อคิว/กด FastPass อย่างอื่นแทน สุดท้ายได้เล่นแค่ Space Mountain 2 รอบ, It’s a Small World, Haunted Mansion, Star Tours, Beaver Brothers Explorer Canoes และ Dumbo Ride (อันสุดท้ายนี่งี่เง่าจริงๆ)

IMG_0847

IMG_0886

IMG_0897

สำหรับของกิน ทีแรกแอบวางแผนไว้ว่าจะลักลอบเอาโอนิกิริเข้าไป แต่พอตอนเช้ารีบๆ เลยไม่ทัน ต้องกินแต่ของแพงๆ ในดิสนีย์แลนด์ แต่ก็แอบประทับใจไอศกรีมแซนด์วิชรูปมิกกี้เมาส์อันนี้เป็นพิเศษ (ราคา 300 เยน จะบ้า)

IMG_0940

จนสุดท้ายพอเรากำลังตัดสินใจว่าจะกลับ ก็เหลือบไปเห็นว่า Big Thunder Mountain เปิดแล้ว และ FastPass ก็หมดเกลี้ยง เลยเดินไปถามพนักงานอย่างมีความหวังว่าตอนนี้ถ้าต่อคิวกี่นาที ได้คำตอบกลับมาว่า 3 ชั่วโมง เลยบายกลับดีกว่า (ก่อนกลับ ขอทิ้งท้ายตามกระแสเซลฟี่)

IMG_0947

หลังจากพอกลับออกมากำลังจะกลับไปที่พักที่ Kanda ก็ค้นพบกับความระทึกใจอีกอย่างคืน เราหาล็อกเกอร์ที่ฝากกระเป๋าไว้ที่สถานี Tokyo ไม่เจอ! ต้องใช้เวลาทำเควสตามหาอีกชั่วโมงกว่าๆ เดินไปเดินมา กว่าจะกลับถึงที่พักและได้กินข้าวเย็นก็ปาเข้าไป 3 ทุ่มได้

เราจึงหมายมั่นตั้งใจว่า พรุ่งนี้จะต้องไม่พลาดอย่างนี้อีกแล้ว!

หมายเหตุ: โพสท์นี้เป็นโพสท์ย้อนหลัง

JP/US 2014 – Day 7

วันนี้ในตอนเช้ากำหนดการแรกของเราคือไปที่ Fujiko-F-Fujio Museum ที่เมือง Kawasaki ซึ่งตอนแรกก็แอบแปลกใจว่าทำไมต้องซื้อตั๋วล่วงหน้า และต้องกำหนดวันและเวลาไว้ล่วงหน้าเท่านั้น ไม่สามารถเปลี่ยนได้ พอมาถึงก็ถึงบางอ้อว่า เชี่ย! คนเยอะสัด

IMG_0633_2

ระหว่างที่เดินทางไป ต้องมีการเดินผ่านตัวเมืองด้วย ก็รู้สึกว่า เมืองแถวนั้นดูชานเมืองสงบดีมากๆ ให้บรรยากาศในเรื่องโดราเอมอนสุดๆ ไม่ว่าจะถนน บ้านเรือน หรือคูคลองไรงี้ สำหรับตัวพิพิธภัณฑ์เองจะมีเรื่องราวและผลงานต่างๆ ของ Fujiko ซึ่งด้วยการที่เป็นคนที่โตมากับโดเรเอมอน พอได้เห็นอะไรหลายๆ อย่างที่เป็นที่มาแล้วก็ทำให้รู้สึกขนลุกแปลกๆ ดีเหมือนกัน น่าเสียดายที่ข้างในเขาไม่ให้ถ่ายรูป เลยจะมีแต่รูปจากโซนข้างนอกที่สำหรับให้ถ่ายโดยเฉพาะ

IMG_0643_2

IMG_0650_2

IMG_0747_2

แต่ว่าน่าเสียดายแทนไม่อินเพราะว่าแทนไม่เคยได้อ่านโดราเอมอน แทนเลยขอออกไปก่อน ปล่อยแค่ผมกับกรดูต่อไป จนดูเสร็จก็มาเจอศพที่หน้าพิพิธภัณฑ์

IMG_0752_2

หลังจากนั้นเราก็รีบเดินทางไปที่สถานี Kajikaya เพื่อ Nagomi Cooking Visit เป็นลักษณะของการที่เราไปเยี่ยมบ้านคนที่ญี่ปุ่น แล้วเค้าจะสอนทำอาหาร โดยที่ของที่เราไปจะเป็นทำเบนโตะรูปตัวการ์ตูน Pikachu โดยส่วนใหญ่เขาจะให้เราทำเฉพาะส่วนที่ง่ายๆ หรือเป็นส่วนประดิษฐ์ประดอย อย่างส่วนของทำแผ่นไข่สำหรับห่อข้าวที่ยากๆ อันนี้เขาจะทำไว้ให้

โฮสต์ของเราชื่อ Yuko เป็นคนญี่ปุ่น แต่ว่าแต่งงานกับสามีชาวเวเนซูเอล่า ทั้งสองคนก็ต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี ก็สนุกดีทั้งในส่วนการทำอาหาร และส่วนการพูดคุยต่างๆ แต่ก็จะแปลกตาสักหน่อยเพราะภาพจะออกมากลายเป็นชายหนุ่มกลัดมัน 3 คนมางมทำอาหารกัน ขนาดคน Yuko ยังดูจะตื่นเต้นมากถ่ายรูปใหญ่เลย ฮ่าๆ

IMG_0754_2

IMG_0689_2

IMG_0762_2

IMG_0632_2

IMG_0767

หลังจากเสร็จจาก Nagomi Cooking Visit เราก็เดินทางไปเที่ยวที่ Tokyo Dome Attractions เป็นสวนสนุกในเมืองโตเกียวที่ Tokyo Dome ที่เด็ดๆ จะมีโรลเลอร์โคสเตอร์ชื่อ Thunder Dolphin นอกนั้นส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องเล่นธรรมดาไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ก็ไปเล่นกันขำๆ ก่อนที่จะกลับที่พักโรงแรมแคปซูลที่ Kanda ก็สิ้นสุดอีกวัน

IMG_0736

หมายเหตุ: โพสท์นี้เป็นโพสท์ย้อนหลัง

JP/US 2014 – Day 6

วันนี้ในตอนเช้าก่อนออกจาก Kusatsu ก็แช่ออนเซนอีกรอบ แล้วไปเดินเที่ยวในเมือง จะมีบ่อน้ำพุร้อน Yubatake กลิ่นเหม็นมาก แล้วก็ทานอาหารแถวนั้น เป็นร้านเนื้อย่างที่แอบแพง แต่ก็อร่อยมากเหมือนกัน ก่อนที่จะต้องรีบขึ้นรถบัสเพื่อทีจะให้ทันรถไฟด่วนเที่ยวเดียวกลับมาโตเกียวที่สถานี Ueno

IMG_0521_2

IMG_0527_2

IMG_0566_2

พอมาถึงที่โตเกียวแล้ว กำหนดการในตอนเย็นวันนี้ของพวกเราคือไปที่ Tokyo SEGA Joypolis ที่เป็นส่วนสนุกในอาคารของ SEGA ส่วนใหญ่จะเป็นพวกเครื่องเล่นหรือเครื่องเกมของ SEGA เอามาให้เล่นกัน ซึ่งเดาว่าส่วนใหญ่ SEGA ทำมาไว้ขายเจ้าอื่นด้วยอีกที มีโรลเลอร์โคสเตอร์แบบต้องยิงผีไปด้วย มีเกมแข่งกรีฑาของโซนิก หรือเกมแข่งรถแบบหมุนได้ 360 องศาด้วยอะไรแบบนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นแนวไฮเทคหน่อยๆ บางเกมเป็นเกมที่เคยเห็นมีเล่นที่เมืองไทยแบบหยอดเหรียญด้วย ซึ่งจากที่เคยมาเมื่อ 4 ปีที่แล้วก็พบว่ามีของใหม่แค่อันสองอันเองมั้งรู้สึก

IMG_0556_2

IMG_0545_2

IMG_0613_2

แต่ของใหม่อันนึงแน่ๆ ที่ครั้งที่แล้วที่มาไม่มีแน่ๆ คือเกมที่โถฉี่ของห้องน้ำฝั่งชาย จะมีเป้าแปะอยู่ ถ้ายิ่งฉี่โดนเป้าได้มากก็จะได้คะแนนอะไรแบบนี้ แถมวัดด้วยว่าฉี่ไปกี่มิลลิลิตร บ้าดี

IMG_0543

อีกอันนึงที่ออกจะฮาๆ คือบ้านผีซาดาโกะ ที่แบบเดินๆ เข้าไปจริงๆ ไม่มีอะไร แต่จะมีซาดาโกะออกมาให้เรากรี๊ดกร๊าดเล่น ซึ่งคิดว่าไม่ใช่บ้านผีที่หวือหวามาก แต่ซาดาโกะโผล่มาทีก็อยากจะหนีไปไกลๆ อยู่ดี

พอเสร็จเล่นจน Joypolis ปิดตอนห้าทุ่มออกมา ตอนแรกตั้งใจว่าจะมาถ่ายรูปกับ Rainbow Bridge แต่เพิ่งมาค้นพบว่ามันไม่เปิดไฟ (จนตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่าตกลงมันมีกำหนดการเวลาหรือยังไง) ก็เลยกลายเป็นต้องถ่ายรูปกับ Rainbow Bride แบบแห้งๆ แบบนี้แทน

IMG_0550_2

และสุดท้ายก็ไปพักที่โรงแรมแคปซูลใน Shinjuku เป็นอันจบข่าว

หมายเหตุ: โพสท์นี้เป็นโพสท์ย้อนหลัง

JP/US 2014 – Day 5

วันนี้เริ่มต้นโดยการที่เราต้องนัดเจอกับกรที่สถานีโตเกียวในตอนเช้า เพื่อนั่งรถไฟไป Kusatsu ซึ่งเป็นเมืองรีสอร์ทออนเซนที่ติดอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่น หลังจากที่เจอกันแล้ว ก็ตัดสินใจว่าจะเดินเล่นอยู่รอบๆ สถานีโตเกียวเพื่อรอรถไฟรอบบ่ายสอง ก็มีการแวะไป Imperial Palace อีกรอบ ก่อนที่จะเดินทางไปกินซูชิ(อีกแล้ว)ที่แถว Tsukiji โดยตอนแรกตั้งใจว่าจะไปทานร้านที่สองที่เราทานเมื่อวันแรก

IMG_0354

ปรากฎว่าระหว่างทางเจอร้านซูชิอีกร้านที่ราคาโดนใจมาก เริ่มต้นที่คำละ 80 เยน ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งกับลิ้นจรเข้อย่างเราที่ไม่ได้รับรู้อะไรมาก (แต่เห็นแทนบอกว่าสู้ร้านที่จะไปไม่ได้) ก็เลยกินไปซะเกือบ 1,500 เยน

IMG_0362

IMG_0364

หลังจากนั้นก็นั่งรถไฟไป Kusatsu โดยเป็นการเดินทางที่หลายต่อมาก เริ่มตั้งแต่ชินคันเซน ไปนั่งรถไฟธรรมดา ไปนั่งรถบัส แล้วจบด้วยการเดินไปที่เรียวคังที่จองไว้ เนื่องจากว่านี่จะเป็นเรียวคังเดียวที่เราได้พักตลอดทริป เลยคิดว่าเอาให้ได้บรรยากาศเลยจองไว้แบบฮาล์ฟบอร์ดแต่แรกไปเลย โดยทางเรียวคังคิดค่าอาหารเย็นคนละ 3,600 เยน ทีแรกก็รู้สึกนะว่าแพงมากเหมือนกัน และคิดว่าก็คงงั้นๆ ปรากฎว่า แม่เจ้า เยอะ! เยอะมากจริงๆ เป็นแนวญี่ปุ่นจริงๆ คือจะมีหลายอย่างมากๆ แต่อย่างละนิดอย่างละหน่อย แต่โดยรวมๆ ก็ถึงว่าเยอะและแน่นมาก ที่คือภาพบรรยากาศสภาพก่อนและหลังสงคราม

IMG_0495

IMG_0384

หลังจากนั้นเราก็ได้ไปแช่ออนเซนของเรียวคัง ซึ่งคราวนี้เป็นครั้งแรกที่จะได้มีโอกาสแช่น้ำที่เป็นน้ำจากธรรมชาติจริงๆ ไม่ใช่แบบอ่างน้ำร้อนแบบตอนพักที่แคปซูล ก็ค้นพบว่ามันร้อนมากเลยพี่ชาย! และรู้สึกได้เลยว่าน้ำลื่นๆ แปลกๆ ไม่ใช่น้ำธรรมดา นอกจากนี้แล้วที่เรียวคังยังมีทั้งบ่อออนเซนแบบอินดอร์และเอาท์ดอร์ เราก็เลยลองแม่งทุกบ่อเลย พบว่าการแช่ออนเซนเอาท์ดอร์นี่ได้บรรยากาศเยี่ยมจริงๆ

IMG_0469

หลังจากแช่ออนเซนกันเรียบร้อย ก็เปลี่ยนชุดเป็นชุดของเขา นั่งเม้าท์มอยกันสักพัก แล้วก็หลับเป็นอันสิ้นสุดอีกวัน

IMG_0288

หมายเหตุ: โพสท์นี้เป็นโพสท์ย้อนหลัง

JP/US 2014 – Day 4

จากที่เมื่อวานเรามีการสลับแผน วันนี้ตามแผนการเราจึงตั้งใจว่าจะไปที่ Noritake Garden กันแทน แต่พอตื่นเช้ามา คุณพระ! ฝนตก! จริงๆ ก็พลาดอย่างนึงเพราะตอนมาก็แอบตั้งใจไว้แล้วว่าจะขยันดูพยากรณ์อากาศบ่อยๆ แต่ก็ดันมาพลาดอีวันที่ฝนตกพอดี เลยกลายเป็นว่าไม่ได้ไปไหน นอนอืดอยู่ที่พักยาวจนเกือบเที่ยง แล้วจึงออกมาเพื่อนั่งชินคันเซนกลับโตเกียวเลยทีเดียว โดยแวะทานข้าวที่สถานี Nagoya

IMG_0294

และแล้วก็มีเหตุการณ์ระทึกขวัญเกิดขึ้น ระหว่างที่เรากำลังจะเดินขึ้นรถไฟ เนื่องจากว่าเรามาถึงที่ชานชาลาช้าไปนิดนึง ตอนจังหวะที่เดินขึ้นไปเข้าใจว่าเป็นจังหวะที่ประตูกำลังจะปิด เขาจึงจะไม่ให้เข้า พอเราเดินขึ้นไป ยามก็เป่านกหวีดปี๊ด เสียงดังลั่น ทีนี้ปัญหามันอยู่ที่ว่าแทนเดินเข้าไปก่อน แล้วก็ไม่ได้คิดว่ายามเป่านกหวีดใส่เรา ส่วนตัวผมเองพอได้ยินเสียงนกหวีดก็ติดสตันแล้วก็ไม่ได้ขึ้นต่อ ในทันใดนั้น…

ในทันใดนั้น…

ประตูปิด! อ้าวไอ้เหี้ย! บรรยากาศตอนนั้นเหมือนจุดพลิกฝันที่เรื่องราวกำลังขมวดปมก่อนเข้าสู่ไคลแม็กซ์ ยังกับภาพในละครที่ต่างฝ่ายต่างมองหน้าอีกฝ่ายแล้วประตูรถไฟก็เลื่อนปิด ตัวผมเองเนี่ยไม่เท่าไหร่เพราะคิดว่าน่าจะจัดการได้ แต่โมเม้นท์นั้นหน้าแทนเหวอมาก ก็เลยได้แต่ทำมือพยายามบอกว่าไม่เป็นไรๆ ไปก่อนเลยๆ แล้วในใจตอนนั้นก็คิดแค่ว่าจะหาทางติดต่อแทนอีกทีว่าจะเจอกันที่ไหนอย่างไร

ทีนี้ความตื่นเต้นมันอยู่อีกเรื่องตรงที่ว่า พอชินคันเซนออกไปแล้ว เราก็กำลังอยู่ในโหมดกำลังคิดว่าจะตามไปยังไงดี ก็เลยเพิ่งมาค้นพบว่า อ้าว กระเป๋าใบเล็กของเราดันฝากให้แทนช่วยถือตอนนั้นพอดี ซึ่งในนั้นมี Pocket Wifi และพาสปอร์ตอยู่ คุณพระ! พาสปอร์ต! พอคิดได้เท่านี้แหละเลยยิ่งร้อนรนรู้สึกว่าต้องหาทางกลับมาเจอกันให้เร็วที่สุดให้ได้ และคิดว่ายังไงเจอกันสถานีย่อยๆ ระหว่างทางน่าจะง่ายกว่าการพยายามสื่อสารให้ไปนัดเจอกันที่สถานี Tokyo

ตอนนั้นหลังจากที่การพยายามโทรศัพท์ประมาณ 5 ล้านครั้งไม่เป็นผล เลยต้องตัดสินใจเปิด Data Roaming เพื่อส่ง iMessage ไปถามว่าสถานีต่อไปที่จะลงได้เป็นสถานีไหน แล้วถึงไปนัดเจอกันที่สถานีนั้นแทน โดยผมก็รีบนั่งชินคันเซนคันถัดไปที่มีตามไป แต่จะช้ากว่าเพราะเป็นขบวนที่แวะทุกสถานี จนสุดท้ายกว่าจะไปถึงโตเกียวเลยยิ่งช้ากว่ากำหนดอีกหลายชั่วโมง เพราะกว่าจะไปเจอกัน และกว่าจะรอรถไฟขบวนถัดไป แล้วเสือกมีเหลือแต่ที่เป็นแบบแวะทุกสถานีอีก กว่าจะกลับไปถึงก็เลยค่ำๆ

ในคืนนั้นเราพักที่โรงแรมแคปซูลใน Shinjuku ซึ่งเหมือนว่าจะเป็นเจ้าเดียวกับที่พักที่ Kanda แต่ว่าใหญ่และวุ่นวายกว่ามาก และเรายังค้นพบด้วยว่า ที่นี่ฉายหนังโป๊ด้วยเว้ยเห้ย!

IMG_0307

และก็เป็นการจบวันอันน่าตื่นเต้นอีกหนึ่งวัน

หมายเหตุ: โพสท์นี้เป็นโพสท์ย้อนหลัง

JP/US 2014 – Day 3

ในวันนี้ตอนแรกเรามีแผนการที่จะไปเที่ยวสวนสนุกที่ Nagashima Spaland แต่เนื่องจากว่าเมื่อคืนโดนผีหลอก ทำให้กว่าจะได้นอนก็เกือบเช้า กว่าจะตื่นออกมาก็สายๆ แถมอยู่ในสภาพเน่ามากๆ ตอนนั้นเราเลยตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนกำหนดการจากวันที่ 4 มาวันนี้แทน

รายการแรกจึงเริ่มต้นขึ้นที่เราไปที่ Toyota Commorative Museum of Industry and Technology ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ของโตโยต้าที่จะเล่าถึงประวัติเรื่องราวการเติบโตทางธุรกิจและการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ของโตโยต้าตั้งแต่สมัยที่เป็นบริษัทผลิตเครื่องจักรทอผ้ามาจนถึงการเป็นผู้ผลิตรถยนต์

สำหรับค่าเข้าเราซื้อเป็นตั๋วร่วมกับ Noritake Garden ในราคา 800 เยน ข้างในก็จะมีการแสดงประวัติและการพัฒนาเครื่องจักรต่างๆ ทั้งของอุตสาหกรรมและของโตโยต้าเอง ทั้งในส่วนของการทอผ้าตั้งแต่การทำเส้นใยเป็นด้ายไปจนถึงการเอาด้ายมาทอเป็นผ้า และส่วนรถยนต์ที่อธิบายกลไกการทำงานของส่วนประกอบต่างๆ

IMG_0227_2

IMG_0225_3

ที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ พนักงานที่เป็นคนให้ข้อมูลที่นี่นอกจากจะน่ารักแล้วยังมีข้อมูลแน่นมากๆ และก็ดูกระตือรือร้นที่จะอธิบาย แม้ว่าจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้มากก็ตาม

และที่พิพิธภัณฑ์นี้ก็มีร้านอาหารอยู่ ตอนแรกก็สองจิตสองใจว่าจะทานดีไหมเพราะกลัวว่าจะแพง แต่สุดท้ายก็พบว่าคุ้มมาก ราคาถูกกว่าที่คิด ยิ่งเทียบกับคุณภาพแล้ว ชุดเสต็กพร้อมขนมปังและสลัดแค่ 900 เยน เลยสรุปได้ว่าจากค่าเข้าที่แสนถูก พนักงานที่แสนดีและเยอะ และอาหารแสนดีแสนถูก เลยรู้สึกว่าพิพิทธภัณฑ์นี้เป็นหน่วยธุรกิจของโตโยต้าที่ไม่ได้เน้นรายได้จริงๆ จังๆ สักเท่าไหร่จริงๆ

ต่อมาเราก็ไปเพ้นท์เซรามิกกันที่ Noritake Garden ตอนแรกสุดเลยเขาก็จะให้เลือกว่าเราอยากจะเพ้นท์บนอะไร เช่นจาน แก้ว แต่ละอย่างก็จะมีราคาไม่เท่ากัน แล้วก็บางอย่างอาจจะเลือกได้ว่าจะเอาแบบที่มีร่างภาพไว้แล้ว ลงสีอย่างเดียว หรือเปล่าๆ ให้ลงเองเลย ผมก็เลยเลือกจานเปล่าๆ มาวาดภาพไม้ตายลงไปตามนี้

IMG_0327_2

หลังจากที่วาดเสร็จ เค้าก็จะเอาไปอบให้เรา แล้วจึงจะส่ง EMS ให้ โดยเราสามารถเลือกว่าจะให้ส่งไปที่อยู่ในญี่ปุ่นได้ฟรี หรือไปที่บ้านเราที่ต่างประเทศเลย โดยที่เราส่งไปที่ประเทศไทยทั้งคู่มีค่าใช้จ่ายรวมที่ 1,900 เยน รวมกับค่าจาน 1,800 เยน เลยตกคนละ 2,750 เยนพอดี ก่อนกลับก็ถ่ายรูปเก๋ๆ ใน Noritake Garden อีกหน่อย

IMG_0269_3

IMG_0275

IMG_0274_2

เสร็จจาก Noritake Garden เราก็ตั้งใจว่าจะไปดู Nagoya Castle แต่ปรากฏว่ากว่าจะเดินทางไปถึงก็ปิดซะก่อน เลยได้แต่ดูอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ ก่อนที่จะไปช็อปปิ้งดูของที่ Osu Street ซึ่งแทนก็โดนไปหลายหมื่นเยน ตั้งแต่นาฬิกา เสื้อ หมวก ก็เป็นอันเสร็จสิ้นวันที่ 3 ที่ Nagoya

หมายเหตุ: โพสท์นี้เป็นโพสท์ย้อนหลัง

JP/US 2014 – Day 2

กำหนดการหลักๆ ในวันนี้คือการไปเที่ยว Fuji-Q Highland ที่เป็นสวนสนุกอยู่ใกล้ๆ กับภูเขาไฟฟูจิ การเดินทางต้องขึ้นรถบัสจากสถานี Shinjuku ไป ความพลาดในวันนี้เริ่มต้นที่เราออกเดินทางจากที่พักได้ช้าไปหน่อยเพราะดันตื่นสายและอีดอาดเอง จนทำให้ไปถึง Shinjuku ได้ค่อนข้างช้า ความโง่ต่อมาคือเราไม่ได้จองรถบัสเอาไว้ เพราะเนื่องจากครั้งก่อนที่เคยมาเมื่อ 4 ปีที่แล้วสามารถมาจองหน้างานได้แล้วก็ว่างๆ เลย แต่คราวนี้เนื่องจากเป็นช่วงปิดเทอมหรืออาจะเป็นฤดูกาลเที่ยว ดูเหมือนว่าจะมีคนเดินทางไป Fuji-Q มากกว่าที่คิดไว้ เลยทำให้รอบรถบัสที่ได้เลทออกไปอีก ตอนนั้นเราจึงมีเวลาเดินหาอะไรกินแถว Shinjuku ก็ได้พบกับร้านนี้ ก็อร่อยดีและไม่ค่อยแพง

IMG_0206

จนไปถึง Fuji-Q ประมาณเที่ยงก็ตกใจเพราะคนเยอะกว่าที่คาดหวังไว้มาก แม้ว่าจะแพลนว่าจะมาวันอังคารแล้วก็ตาม เดาว่าน่าจะเป็นช่วงปิดเทอมหรืออะไรสักอย่าง จนทำให้สุดท้ายต้องรอคิวนานมาก และได้เล่นเครื่องเล่นเด่นๆ ของ Fuji-Q Highland ได้แค่ 2 เครื่องจาก 4 เครื่อง คือ Eejanaika กับ Takabisha

สำหรับอันแรก Eejanaika เป็นโรลเลอร์โคสเตอร์แบบที่ที่นั่งจะหมุนได้ 360 องศา บวกกับการตีลังกาหล่นไปมาของรางก็โหดอยู่พอสมควรเหมือนกัน เผื่อใครไม่เห็นภาพขอขโมยภาพมาแปะตามนี้

1

ส่วนเครื่องที่สอง Takabisha เป็นของใหม่ที่ครั้งที่แล้วยังไม่มี เป็นเครื่องเล่นโรลเลอร์โคสเตอร์ที่ได้ลงประวัติว่าชันที่สุดที่ 121 องศาโดย Guiness World Record ถ้างงว่า 121 องศาเป็นยังไงดูตามรูป (แต่ยังสงสัยว่า แล้วพวกตีลังกานี่มันวัดองศาว่าเกิน 121 ไม่ได้เรอะ)

thrill-seekers-point-at-the-takabisha-with-a-free-falling-angle-of-121-degrees-pic-afp-357174527

ตัวโรลเลอร์โคสเตอร์จะประกอบด้วย 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นส่วนในอาคารเป็นที่มืด กับส่วนที่สองจะหลุดออกมานอกตัวอาคาร ช่วงแรกจะเป็นแบบใช้แรงดันออกไป จะมีแค่ช่วงหลังก่อนหล่น 121 องศาที่จะเป็นใช้โซ่ลากขึ้นในแนว 90 องศา รถเป็นแบบ 1 คันต่อขบวน 8 คนต่อคัน 2 แถว แถวละ 4 คน มีเวลาเล่นรวมประมาณ 2 นาที

พอเล่นเสร็จกลับออกมาก็จนสวนสนุกปิดพอดี มานั่งคิดเลขดูพบว่าอีห่าราก ถ้ารู้งี้ซื้อแบบแยกเครื่องเล่นไปยังจะถูกกว่าตั้งเยอะ ไม่น่าพลาดซื้อแบบเหมารวมทั้งวันเลย

และเนื่องจากความโง่ที่ไม่จองรถบัสจนกำหนดการในวันนี้เลท เราจึงต้องทำเวลาสุดๆ พอมาถึง Shinjuku เพื่อเหาะไป Tokyo Station ให้ทัน 4 ทุ่ม ซึ่งจะเป็นเวลาที่ Shinkansen ขบวนสุดท้ายที่จะไป Nagoya เป้าหมายต่อไปของเราออกเดินทาง

ตอนที่อยู่ Tokyo ก็หิวมากเพราะไม่ได้กินข้าวเย็น และต้องรีบกินอย่างรวดเร็ว ก็เดินๆ หาแล้วตกลงว่าเจอร้านไหนร้านแรกจะกินเลย ปรากฏไปเจอร้านสเต็กที่หรูหราและอร่อยมาก น่าเสียดายที่เราต้องกระเดื๊อกเข้าไปให้หมดใน 10 นาทีเพื่อให้ทันรถไฟ ไม่มีโอกาสได้ชื่นชมความอร่อยและความน่ารัก[1]ของพนักงาน

เมื่อไปถึง Nagoya เราก็ไปพักที่บ้านโฮสต์จาก Airbnb ชื่อว่า Koji ซึ่งก็ได้บรรยากาศบ้านบ้านสไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ เราได้พักในห้องชั้น 3 ตามภาพนี้ ก็ถือว่าอยู่ได้อบอุ่นดี น่าเสียดายที่กว่าจะไปถึงก็เที่ยงคืนกว่าๆ แล้ว จึงไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับ Koji มาก

IMG_0320_2

ความน่าตื่นเต้นของการพักที่บ้าน Koji คือในตอนกลางคืนระหว่างที่หลับไปแล้ว อยู่ๆ แทนก็ร้อง “อ๊า…!” ออกมา แว้บแรกผมก็คิดในใจว่าเห้ยละเมออีกแล้วปะวะ เพราะคืนที่แล้วตอนนอนที่แคปซูลก็มีละเมอมาสองสามครั้ง แต่เพื่อความแน่ใจก็เลยถามไปทีนึงว่าเป็นอะไรหรือเปล่า แทนก็บอกว่ารู้สึกว่าโดนผีหลอก เป็นผีอำ ขยับตัวไม่ได้ แล้วรู้สึกมากๆ ว่ามีคนมาจับที่ไหล่ ซึ่งก็ไม่ใช่ฉันแน่ๆ เพราะก็นอนอยู่ดีๆ แถมไหล่ฝั่งที่โดนจับเป็นอีกฝั่งหนึ่ง หลังจากนั้นแทนก็เล่าสิ่งที่ฝันโดยละเอียดก่อนจะรู้สึกว่าโดนหลอก ไอ้เราก็เหี้ยละ เลยกลัวไปด้วย นอนไม่หลับกันทั้งสองคน สุดท้ายกลัวกันไปกลัวกันมา กว่าจะได้หลับก็ประมาณตี 4 ตี 5 ได้ จะบ้า!

[1] เฉพาะผู้อ่านผู้ชายที่มีรสนิยมชื่นชอบช่องคลอด หรือผู้อ่านที่มีช่องคลอดและชื่นชอบผู้หญิง

หมายเหตุ: โพสท์นี้เป็นโพสท์ย้อนหลัง