Death is all around.

Death is all around.

ความตายอยู่รอบตัว ชีวิตนี่มันช่างเปราะบางเหลือเกิน…

ย้อนไปสมัยผมจบ ม.6 ใหม่ๆ ผ่านไปไม่กี่ปี ก็ได้ยินข่าวคราวที่เพื่อนร่วมระดับชั้นเสียไป ในใจตอนนั้นก็รู้สึกใจหายพิลึก แต่ก็ยังไม่ได้คิดอะไรมาก แต่สิ่งหนึ่งที่ผมจำได้ดีคือ เวลาไล่เลี่ยกันนั้น ผมมีโอกาสได้เจอกับอาจารย์ที่โรงเรียนท่านหนึ่ง และพูดคุยเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ มีคำเปรียบเปรยหนึ่งที่อาจารย์พูดและผมจำได้ดี

เดี๋ยวมันก็จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ เพื่อนๆ ที่เรารู้จักก็จะค่อยๆ หายไป เหมือนใบไม้ที่ร่วงมาทีละใบๆ จากต้นไม้

สิบปีผ่านไป ภาพใบไม้ร่วงหล่นจากต้นก็ปรากฎให้เห็นเรื่อยๆ ในชีวิต และราวกับว่ามันจะถี่ขึ้นเรื่อยๆ

และวันนี้ ปรากฎการณ์นั้นก็เกิดขึ้นอีกครั้ง

ถึงผมจะพอสังหรณ์ใจมาได้สักพักใหญ่ๆ แต่ก็อดรู้สึกเสียดายไม่ได้ ทั้งๆ ที่เราน่าจะมีโอกาสได้ถามไถ่ถึงอาการที่เป็นมากกว่านี้ หรือแม้แต่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยียนให้กำลังใจ ซ้ำร้ายในช่วงเวลาสุดท้ายผมก็ดันอยู่ต่างประเทศเสียอีก

ผมเปิดข้อความในแชท เลื่อนอ่านข้อความที่พูดคุยกันสัปดาห์ก่อน ตอนนั้นยังดูสนุกสนาน คงไม่ได้คิดว่าเหตุการณ์จะมาถึงจุดนี้ในวันนี้

ถึงผมจะไม่ได้เศร้าโศกอะไรมากมาย เพราะใจเองก็อาจเริ่มคุ้นชินกับเหตุการณ์แบบนี้ และสถานการณ์นี้ก็ดูจะมีเวลาทำใจมาสักพักใหญ่ๆ

แต่มันก็อดทำให้เรารู้สึกถึงความเปราะบางของชีวิตเสียไม่ได้

จนกว่าวันที่จะได้พบกันใหม่

รัก

Advertisements

Well fought. I concede.

Well fought. I concede.

ชีวิตนี้ผมเคยวิ่งหนีมาแล้วหลายครั้ง

ครั้งหนึ่งผมเลือกที่จะวิ่งหนีจากการเรียนที่ผมรู้ตัวดีว่าไม่มีทางผ่านพ้นมันไปได้ และคงดีกว่าที่จะเริ่มต้นในทางที่เรามั่นใจกว่า

ครั้งหนึ่งผมเลือกที่จะวิ่งหนีจากความฝัน เพื่อเว้นระยะพักผ่อนกับตัวเอง หนีปัญหาต่างๆ ที่สะสมเกินกว่าที่เราจะรู้ว่าจะแก้มันยังไงได้ รอให้เรื่องราวต่างๆ คลี่คลายแล้วจึงกลับมาก้าวเดินต่อไปอีกครั้ง

ถึงจะค้านกับความหัวรั้นของผม แต่ผมเชื่อเสมอว่าการหนีเป็นตัวเลือกหนึ่งที่ฉลาด หลายๆ ครั้งมันทำให้เราหรือใครไม่ต้องเจ็บปวดเพิ่มเติม และอย่างน้อยการหนีไปยังพื้นที่ปลอดภัย ก็ทำให้เราสามารถสะสมเรี่ยวแรง หรือเว้นระยะให้ปัญหาต่างๆ คลี่คลายตามธรรมชาติของมัน ก่อนที่จะกลับเข้าไปในเส้นทางวังวนนั้น

ผมเคยคิดว่าการวิ่งหนีเป็นตัวเลือกหนึ่งของผมเสมอ จนเมื่อผมรู้ตัวอีกครั้ง ตัวเลือกนี้มันได้หายไปจากชีวิต ณ ปัจจุบันอีกแล้ว

ผมกลายมาอยู่ในจุดที่การวิ่งหนีไม่ใช่ตัวเลือกอีกต่อไป มันไม่ใช่สิ่งที่ผมทำกับตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่เพราะการวิ่งหนีของผมในครั้งนี้มันจะส่งผลกระทบกับคนอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยังมีคนอื่นๆ อีกหลายคนที่ต้องพึ่งพิงการยืนหยัดของผม

แต่สิ่งที่ผมเผชิญอยู่เป็นเหมือนระเบิดเวลาที่ผมรู้ตัวว่า ถ้าผมไม่หาวิธีปลดชนวนมันให้ได้ มันก็คงจะระเบิดในอีกไม่ช้า ตลกร้าย ผมนึกไม่ออกเลยจริงๆ ว่าจะปลดชนวนระเบิดนี้ออกอย่างไร

ซ้ำร้าย ผมวิ่งหนีมันไม่ได้

ผมได้แต่ยืนมองดูมันนับถอยหลังอย่างช้าๆ โดยที่ทำอะไรไม่ได้ และเพียงแค่รอว่าเมื่อไหร่มันจะระเบิดออกมาทำลายตัวผมและคนรอบข้างออกเป็นเสี่ยงๆ

Life. Change.

Life. Change.

เคยมานั่งคิดๆ ดูไหมครับ ว่าบางคนที่เราอาจจะไม่เคยได้พูดได้คุยอะไรกัน ทำไมช่วงนี้ถึงมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกันแทบจะทุกเมื่อเชื่อวัน

แล้วเคยคิดในทางกลับกันไหมครับว่า มีใครอีกที่เราอาจจะเคยสนิทสนม เคยทักเคยคุยอยู่ทุกวัน แต่ก็นึกไม่ออกว่าคุยกันครั้งล่าสุดเมื่อไหร่

ชีวิตเราก็ตลกดีนะครับ อยู่ดีๆ จากคนที่เคยดีๆ ต่อกัน ก็เปลี่ยนกลายเป็นห่างเหินกันไปได้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะใครที่เปลี่ยนไป ครั้นจะมาระลึกได้ตอนนี้ จะทักไปก็รู้สึกแปลกๆ เลยกลายเป็นว่าก็ต้องปล่อยเลยตามเลยให้เรื่องราวจืดจางลงไปเสียอย่างนั้น

น่าเสียดายนะครับ แต่ชีวิตมันก็คงต้องเป็นแบบนี้ เพียงแต่มันก็อดรู้สึกโหวงๆ เมื่อมาสังเกตไม่ได้

แปลกดี

Ten-thousands Unspoken Words

หากเธอลองมองไปยังฟ้าแสนไกล และคิดถึงใครหนึ่งคนคุ้นเคย
กี่หมื่นพันคำที่ไม่ทันเอื้อนเอ่ย แต่เธอยังคงเก็บมันไว้ข้างในใจ

จริงๆ ใครๆ ที่ต่อให้ไม่ต้องรู้จักผมมาก ก็คงพอจะรู้ว่าผมออกจะเป็นคนคิดมากอยู่พอตัว (ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่เคยปฏิเสธ)

ผมไม่แน่ใจว่ากับคนอื่นๆ เป็นอย่างไร แต่สำหรับตัวผมเอง ด้วยความที่เราเป็นคนคิดเยอะ ก็มักจะทำให้มีความคิดอะไรหลายๆ อย่างกับคนหลายๆ คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา แต่อาจด้วยหลายๆ เหตุผล ความคิดเหล่านั้น อาจไม่เคยมีโอกาสได้แปรเปลี่ยนเป็นคำพูดที่ถ่ายทอดออกไป

ไม่ว่าจะเพราะโอกาสในชีวิตที่ไม่ลงตัว จนไม่มีโอกาสที่เราจะได้พูดความในใจออกไป

ไม่ว่าจะเพราะตัวเราเองอาจไม่กล้าพอ เพราะกลัวผลตอบรับที่ได้จากการแสดงความรู้สึกเหล่านั้นออกไป

ไม่ว่าจะเพราะเรามีความคิดมากมาย จนไม่มีทางจะพูดออกไปได้หมดไปก่อนที่ผู้ฟังจะรำคาญในความเยอะของเราเสียก่อน หรือต่อให้มีเวลาทั้งชีวิต ก็อาจจะไม่มีทางพูดหมดได้

ไม่ว่าจะเพราะตัวเราเองอาจทนงตน อาจหยิ่ง อาจเขิน อาจอายมากกว่าที่จะแสดงความรู้สึกเหล่านั้น

หรือแม้แต่เพราะเราอาจจะโกรธเกลียด จนรู้สึกว่าไม่แม้แต่จะทนที่จะพูดความรู้สึกเหล่านั้นออกไป


แต่ไม่ว่าจะอย่างไร สำหรับผมแล้ว สุดท้ายข้อความถึงผู้คนต่างๆ เหล่านั้น มันก็ยังจะคงฝังลึกอยู่ในจิตใจของผม และรอคอยวันเวลาที่จะมารื้อฟื้นเรื่องราวต่างๆ ออกมาให้คนึงถึงเป็นระยะๆ

อาจผู้คนกลุ่มหนึ่งที่อยู่เคียงข้างเราเสมอ ไม่ว่าจะผ่านเรื่องดีเรื่องร้าย และพร้อมที่จะรักไม่ว่าเราเป็นอย่างไรอย่างไม่มีเงื่อนไข แต่เราเองก็กลับไม่ได้สนใจคนเหล่านี้มากนัก

อาจเป็นคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา และทำให้เรารู้สึกถึงความรักที่เราไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน จนทำให้เรารู้สึกว่าเรื่องราวนี้ทำให้ชีวิตของเราผ่านมาถึงครึ่งทางแล้ว

อาจเป็นคนที่เปิดโอกาสให้เราทำในสิ่งที่เป็นเหมือนลมหายใจของเราในช่วงหลายปีมานี้ และแม้จะมีความขัดแย้งในหนทางเดินจนทำให้เราไม่สามารถเข้าใจกันเหมือนเดิมได้ แต่ก็ยังรู้สึกขอบคุณสำหรับจุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่นั้นเสมอมา

อาจเป็นคนที่เราอาจเคยไม่ชอบหน้า และรู้สึกรำคาญที่มาก้าวก่ายงานของเรา แต่เวลาผ่านไปเราก็กลับปรับตัวเข้าหากันได้อย่างเหลือเชื่อ และเป็นคนหนึ่งที่เราก็ไว้ใจว่าเขาจะอยู่เคียงข้างเราในวันยากๆ เสมอ จนไม่รู้จะเอ่ยคำขอบคุณอย่างไร

อาจเป็นคนที่เราเคยรู้สึกว่าคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง แต่ในช่วงเวลาเกือบสิบปีที่ผ่านมานี้ เขาคนนี้ก็ยังเป็นเหมือนเสาหลัก (ที่หนักมาก) ให้เรากลับไปพึ่งพาได้เสมอๆ และเราก็อยากให้เขากลับเขามาในชีวิตของเราจริงๆ

อาจเป็นคนแปลกๆ ที่ใครๆ อาจขบขันในท่าทีที่ดูผิดจากคนธรรมดา และแม้ชีวิตเราจะไม่ได้พูดคุยกันมากมายในช่วงสิบกว่าปีมานี้ แต่ก็เป็นคนที่ผ่านไปผ่านมาบนหน้าจอคอมฯ ของเราเสมอ และทำให้เรารู้สึกเสมอว่าเขาไม่เคยหายไปไหน

อาจเป็นรุ่นน้องคนหนึ่งที่เคยเห็นเราเป็นไอดอล แต่เพราะเวลาที่ทำให้เราในฐานะคนธรรมดาเปลี่ยนแปลงไป จนอาจไม่ใช่คนที่น่าประทับใจอย่างในวันนั้น อาจทำหลายๆ อย่างให้เขาผิดหวัง หรือเขาเองอาจดำเนินชีวิตไปในทิศทางที่ต่างไปจากเรา แต่เราก็ยังคงภูมิใจที่มีโอกาสได้หล่อหลอมเขาคนนั้นแม้ในช่วงเวลาสั้นๆ

อาจเป็นแค่รุ่นน้องสองสามคนที่เพราะเหตุการณ์ยากๆ ในชีวิตของเราทำให้เราได้สนิทกันมากขึ้น แม้เราอาจไม่เคยได้กล่าวคำขอบคุณสำหรับกำลังใจในช่วงเวลานั้น และแม้เวลาที่ผ่านไปจะพาให้เราห่างหายไปบ้าง แต่เราก็ยังรู้สึกเสมอว่าพวกเขาคือคนที่เข้าใจทุกการกระทำที่อาจดูซับซ้อนในสายตาคนอื่นเสมอ

อาจเป็นคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเราในช่วงเวลาสั้นๆ และทำให้หัวใจของเรากลับเข้มแข็งขึ้นมาอีกครั้ง แม้ว่าสุดท้ายความลับของเราสองคนจะต้องจบลงไปพร้อมความเจ็บปวด แต่มันก็ทำให้ใจที่เคยคิดว่าตายไปแล้ว พร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ๆ อีกครั้ง

อาจเป็นคนที่เคยหลอกลวงเราอย่างเลือดเย็น ที่แม้ในทุกวันนี้เราอาจลืมๆ ความรู้สึกโกรธเกลียดนั้นไปแล้ว แต่เราก็นึกขอบคุณเหตุการณ์นั้นที่ทำให้เราเข้มแข็งขึ้นบ้างแม้เพียงเล็กน้อย

อาจเป็นกลุ่มคนที่มาช่วยสานความฝันในเรื่องดนตรีที่เคยเป็นความฝันลมๆ แล้งๆ และทำให้เราเหมือนมีงานสนุกๆ อีกอย่างที่เราเฝ้ารอในทุกๆ วันที่อยากจะทำมัน ในชีวิตที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดจากความฝันอันยิ่งใหญ่ที่แสนท้าทายนี้

อาจเป็นรุ่นน้องรุ่นไกลๆ คนหนึ่งที่เราก็ดูไม่น่าจะผ่านมาเจอกันได้แล้ว แต่ก็เหมือนมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เราเข้าใจกันได้มากกว่าที่คิด และเห็นคุณค่าของเวลาอย่างที่ไม่เคยรู้สึก ถึงสุดท้ายแล้วคนๆ นี้จะไม่ได้มีส่วนร่วมกับความฝันของเรามากมายจนเราอาจรู้สึกน้อยใจได้ในบางครั้ง

อาจเป็นสาวๆ ขาเม้าท์ที่เคยเต็มที่กับความฝันของเรา แต่เพราะตัวเราเองอาจทำตัวให้พวกเขาผิดหวัง จนหลายๆ ครั้งเรานึกย้อนไปก็ยังรู้สึกผิดกับความผิดพลาดเหล่านั้นเสมอ

อาจเป็นคนที่ในอดีตเราเคยใช้อารมณ์และอีโก้ของเราขับไล่ไสส่งเขาออกไปอย่างไม่มีเหตุผล แต่เมื่อเวลาผ่านมา คนๆ นั้นก็กลับให้อภัยเรา และยังแวะเวียนมาช่วยเหลืองานต่างๆ ของเราอยู่เรื่อยๆ ราวกับเรื่องผิดใจในอดีตนั้นไม่เคยเกิดขึ้น

อาจเป็นคนที่รักคิวบิกฯ มากจนเราเองก็ไม่เคยเข้าใจในทุกความรู้สึกน้อยใจที่เขามี และหลายๆ ครั้งเราก็รู้สึกสิ้นหวัง ท้อแท้กับการพยายามทำให้คนๆ นั้นพอใจ แต่เราก็ยังอยากบอกว่าเราก็พยายามเต็มที่แล้ว และเสียใจกับความเสียใจที่เขาคนนั้นต้องแบกรับเสมอมา

อาจเป็นเพื่อนๆ ที่เราทอดทิ้งพวกเขาไปในเวลาที่พวกเขาต้องการเรามากที่สุด อาจเพราะความอ่อนแอหรือสิ้นหวังกับการศึกษาของเราเองก็ตามแต่ แต่เราก็อยากบอกพวกเขาว่าเราดีใจที่ยังได้เป็นส่วนหนึ่งกับพวกเขาบ้าง แม้อาจไม่เท่าคนอื่นๆ แต่ก็ทำให้เราชื่นใจได้ว่าเราก็ยังมีเพื่อนที่เรากลับไปหาได้เสมอ

อาจเป็นคนที่เราก็ไม่แม้แต่จะรู้จักว่าเขาเป็นใคร แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนั้นก็เปลี่ยนแปลงชีวิตของเราไปตลอดกาล และทำให้เราเองรู้สึกมีสติ และเห็นคุณค่าของชีวิตของเราเองมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยคิดว่าเราจะคิดได้มาก่อน

อาจเป็นคนที่ได้มาร่วมสร้างฝันกับเราแม้เป็นเวลาสั้นๆ แม้ว่าหลักความคิดที่แตกต่างจะแยกทางเรากันออกไป แต่เราก็ยังอยากขอบคุณกับสิ่งดีๆ ที่ผ่านมาตรงนั้น และหวังเสมอว่าเขาก็จะเข้าใจเราเหมือนที่เราเข้าใจเขา

อาจเป็นคนที่จดจำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ของเราได้มากมาย แต่เราก็ยังทำอะไรหลายๆ อย่างที่ทำให้เขาน้อยเนื้อต่ำใจ แต่เราก็อยากบอกว่าเราเสียใจที่เราไม่สามารถแคร์เขาได้มากเท่ากับที่เขาแคร์เรา อาจแค่เพราะคำไม่กี่คำที่เขาไม่ตั้งใจจะบอกออกมาแต่มันยังกัดกินใจเรา แต่เราก็รู้สึกดีใจที่ชีวิตนี้มีโอกาสได้รู้จักคนอย่างเขา และชื่นใจทุกครั้งที่ได้รับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้จากเขา

อาจเป็นคนที่เราต้องตัดสินใจให้เขาจากเราไป แม้ว่าเขาจะรักและอยากที่จะอยู่เคียงข้างเราแค่ไหนก็ตาม แม้ว่าเราจะไม่มีโอกาสได้บอกเหตุผลจากในใจของเราทั้งหมดออกไป แต่เราก็หวังเสมอว่าเขาจะเข้าใจเรา และสามารถเริ่มต้นใหม่ได้อย่างเข้มแข็ง

อาจเป็นคนที่เปรียบเสมือนศัตรูตลอดกาลของเรา แม้ว่าเราอาจเคยมีช่วงเวลาที่ดีต่อกัน แต่ความเลวร้ายหลังจากนั้นก็ทำร้ายความรู้สึกของทั้งสองฝ่ายอย่างที่ไม่มีวันกู้คืนได้ แม้ว่าจะนึกย้อนไปก็ทำให้เรารู้สึกโกรธเกลียดเล็กๆ ได้เสมอ แต่เราเองก็ดีใจที่วันนี้เรื่องราวเหล่านั้นเหมือนจะเงียบหายไปแล้ว

อาจเป็นกลุ่มคนที่เราเคยไว้ใจ แต่เพราะด้วยอีโก้ของพวกเขาที่เลือกที่จะทำอย่างที่ใจต้องการ แม้ว่าเราจะพยายามช่วยเหลือแล้ว แต่เราก็ยังคงไม่ให้อภัยกับความเลวร้ายและความหน้าไหว้หลังหลอกที่คนกลุ่มนั้นทำ และความเกลียดชังเหล่านั้นก็พร้อมจะให้เราหัวเราะเยาะกับทุกการสะดุดของพวกเขาในชีวิตที่เหลืออยู่

อาจเป็นคนที่ดูเหมือนจะเป็นมิตรที่ดีกับเรา แต่เราก็เกลียดในความเป็นนกสองหัวของเขามากๆ และรู้สึกแย่กับความรู้สึกที่เหมือนเราถูกหลอกใช้ ความรู้สึกแย่ๆ นี้ก็ยังคงอยู่ และเราก็พร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อฉุดดึงเขาคนนั้นลงมาให้ป่นปี้ แม้ต้องแลกด้วยทุกอย่างที่เรามีก็ตาม

หรืออาจเป็นคนที่แม้ไม่ตั้งใจ แต่ก็ได้หักหลังเรา และทำให้เราเสียเวลา และเสียความรู้สึกกับอีกคนหนึ่งไปอย่างน่าเสียดาย และแม้ว่าเราจะอยากให้อภัยเขาคนนี้แค่ไหน แต่เราก็ยังทำไม่ได้จริงๆ

ฯลฯ

คงจะดีไม่น้อย ถ้าสักวันหนึ่ง ผมจะมีโอกาสได้พูดความคิดเหล่านี้กับพวกเขาทั้งหมดเหล่านั้นด้วยความสบายใจ

แต่ในเวลานี้ ความรู้สึกเหล่านี้ ก็คงจะเก็บซ่อนอยู่ในใจลึกๆ ของผมต่อไปอย่างน่าเสียดาย

You are already naked.

วันนี้เป็นวันที่ผมได้ทราบข่าวว่า Steve Jobs ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบแล้วครับ

ถ้าให้พูดตามตรง ผมก็ตงิดๆ ตั้งแต่ที่ Steve Jobs ลาออก ไปจนถึงที่ไม่เห็นแม้แต่ Jobs ไปร่วมงาน Let’s Talk iPhone แล้วแหละครับ แต่ก็ไม่คิดว่าจะกระทันหันขนาดนี้

วันนี้จะว่าวันเวลาดูโหวงๆ ไปหน่อยก็คงจะพูดแบบนั้นได้สำหรับผม แต่ก็ยังดีว่าวันนี้ผมงานยุ่งเสียเหลือเกิน จนเรื่องนี้ดูจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรในจิตใจนัก จนมาตอนนี้ ดึกๆ เงียบๆ จนได้มีเวลานึกย้อนทบทวนอะไรบ้าง

ผมคิดว่าผมรู้จักกับแอปเปิล, Macintosh หรือ iPod ก่อนที่จะรู้ถึงการมีตัวตนของบุคคลที่มีชื่อว่า Steve Jobs ผมคิดว่าผมรู้จักชื่อนี้หลังจากที่ผมเริ่มทำเว็บคิวบิกคล้ายเว็บแอปเปิลเสียอีก

ประสบการณ์แรกที่ผมมีกับผลิตภัณฑ์ของแอปเปิลคือ iPod mini รุ่นแรก ผมฝากจักรธรซื้อจาก US ด้วย Educational Discount มา โดยช่วงนั้นผมใช้ผลิตภัณฑ์ Sony แทบทุกอย่างตั้งแต่คอมพิวเตอร์ หูฟัง กล้องถ่ายรูป ไปจนถึงมือถือฯ จนใครๆ รอบตัวผมก็อดแปลกใจไม่ได้ว่า ทำไมผมถึงซื้อ iPod

ผมตอบคำถามนั้นง่ายๆ โดยการสลักหลัง iPod mini ของผมว่า “Don’t ask why I didn’t buy Sony.”

สิ่งที่จับใจผมมากในตอนนั้น คือความง่ายของการใช้งาน โดยตอนนั้นผมต้องย้ายจาก Windows Media Player เป็น iTunes และผมก็พบว่า การแค่เสียบ iPod mini เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ และเรารู้ได้ทันทีว่าเพลงทั้ง Library ของเราจะมาอยู่ใน iPod เป็นเรื่องที่น่าประทับใจมาก และผมก็ชื่นชอบในความง่ายของ iTunes ที่ใช้ในการจัดการเพลงเยอะๆ หรือเลือกหาเพลงฟัง รวมถึงฟีเจอร์ Party Shuffle (ปัจจุบันชื่อ iTunes DJ) เป็นฟีเจอร์ที่โดนใจผมเป็นพิเศษ

หากจะว่าไป iPod mini + iTunes ถือเป็นส่วนผสมสำคัญ ที่ทำให้ผมตัดสินใจซื้อ iPod U2 (with color display), iPod (5G), iPod U2 (5G), MacBook Pro 15″ (Early-2006), Mighty Mouse, Apple Keyboard, iPhone 3GS, Magic Mouse, MacBook Pro 15″ (mid-2010), iPad, Apple Wireless Keyboard, iPhone 4, iPad 2, Apple TV และล่าสุด Magic Trackpad

(นี่ยังไม่รวมถึง USB Modem, DVI to Video Adapter, Mini-DisplayPort to VGA Adapter, Apple VGA Adapter, Apple Digital AV Adapter และ Apple HDMI Cable หรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่ซื้อด้วย authority อำนาจที่มีในนามคิวบิกครีเอทีฟ)

ผมคงไม่ปฏิเสธว่า ผมได้รับอิทธิพลทางความคิดจาก Steve Jobs ที่นำมาใช้ในการดำรงชีวิตของผมเองอยู่ไม่น้อย และจริงๆ ในวันนี้ ผมก็ได้ข้อคิดอะไรอีกสักสองอย่าง

อย่างแรก Tim Cook ได้กล่าวเอาไว้ว่า “Steve leaves behind a company that only he could have built” ประโยคนี้ได้เตือนผมให้รู้ว่า ถ้าผมไม่ทำให้คิวบิกฯ เป็นองค์กรที่มีเพียงผมคนเดียวในโลกที่สร้างมันได้ ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่ผมต้องทำคิวบิกฯ

และอย่างที่สอง การที่เราตั้งวิสัยทัศน์ไปสู่อนาคตอย่างมั่นคง และดำเนินตามทางนั้นอย่างมุ่งมั่นและเยือกเย็น มันทำให้ทุกอย่างดำเนินไปได้อย่างราบรื่น เหมือนกับวิสัยทัศน์ของ Jobs เองที่มีต่อเทคโนโลยี องค์กร และแม้แต่การตายของเขา

แม้ว่าผมคงไม่สามารถเทียบความเจ็บป่วยที่ผมมีกับสิ่งที่ Jobs ต้องเผชิญไปได้ แต่ผมเองก็เข้าใจสิ่งที่ Jobs พูดในความรู้สึกของคนที่ครั้งหนึ่งเคยสัมผัสกับความตายอย่างใกล้ชิดแล้วครั้งหนึ่งไม่น้อย

Remembering that I’ll be dead soon is the most important tool I’ve ever encountered to help me make the big choices in life. Because almost everything — all external expectations, all pride, all fear of embarrassment or failure – these things just fall away in the face of death, leaving only what is truly important. Remembering that you are going to die is the best way I know to avoid the trap of thinking you have something to lose. You are already naked. There is no reason not to follow your heart.

Thank you.

Life, flow, connected.

20110504-193914.jpg

จริงๆ ตอนนี้ผมยังอยู่ที่ปราณบุรี เป็นจังหวะที่กำลังมาเที่ยวกับน้องๆ ในคิวบิกฯ (ที่นานๆ จะจัดกันได้สำเร็จสักทีหนึ่ง) การมาที่นี่ก็มีเหตุการณ์สะท้อนใจอยู่หลายเรื่องพอดูนะครับ เพียงแต่วันนี้มีเหตุเกิดอีกนิดหน่อย และผมคงรู้สึกอัดอั้นจนต้องพยายามพิมพ์บล็อกนี้บน iPad ก่อนที่จะกลับไปเขียนเรื่องอื่นๆ บนคอมที่บ้านอีกทีนึง

วันนี้มีการประกาศผลแอดมิชชัน หรือก็คือการประกาศว่าใครจะได้ติดมหา’ลัยไหนบ้าง จากที่เลือกไว้ 4 อันดับ

จริงๆ เหตุการณ์แบบนี้มันก็มีอยู่ทุกปีนะครับ แต่ปีนี้ดูจะเป็นหลักระยะทางในชีวิตผมเองสักหน่อยตรงที่มีน้องใกล้ๆ ตัวผมอยู่สองสามคนที่ต้องผิดหวังกับผลที่ได้รับ จากที่ปกติถ้าไม่ใช่คนใกล้ตัว ก็มักจะได้ตามที่หวังกันไว้ไม่ได้ผิดเพี้ยนอะไรมากมาย

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดูจะสะกิดใจผมอยู่สองประเด็น เรื่องหนึ่งก็คงเป็นเรื่องของระบบการศึกษา และสังคมแห่งความคาดหวังที่คิดว่าบล็อก “ปริญญา ค่านิยม สังคมไทย” ของพอคงจะสะท้อนได้ชัดเจนอยู่พอสมควรอยู่แล้ว

อีกเรื่องหนึ่งคงเป็นการที่ผมรู้สึกมีอารมณ์ร่วมกับเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างบอกไม่ถูก แม้ว่าน้องบางคนจะดูพยายามที่จะเก็บความรู้สึกผิดหวังไว้ แต่ผมก็อดจะรู้สึกเศร้าไปด้วยเสียไม่ได้ แม้ว่าผมเองจะไม่ค่อยต้องเครียดและลงทุนลงแรงอะไรมากมายกับการเข้ามหา’ลัย (เผื่อใครไม่ทราบ ผมได้โควต้าตั้งแต่ ม.4 เลยทำให้ช่วง ม.ปลายชิวมาก) แต่ผมเองก็อาจจะพอจินตนาการได้ถึงความตั้งใจของน้องๆ ที่ต้องขยันขันแข็งดูหนังสือเรียนพิเศษต่างๆ ด้วยความกดดัน และยิ่งเราพยายามมากเท่าไหร่ เมื่อผลไม่เป็นดังหวัง เราก็ยิ่งล้มเจ็บลงมากเท่านั้น

ที่น่าสังเกตคือ ผมรู้สึกเศร้าไปกับความผิดหวังนี้ด้วยอย่างบอกไม่ถูก จนรู้สึกอัศจรรย์ใจขึ้นมาว่า ชีวิตของคนเราจะเกี่ยวพันกันได้ขนาดนี้

จริงๆ เพราะเรื่องนี้เอง คงเป็นสิ่งที่ทำให้การให้มีอยู่บนโลกใบนี้ เพราะเราจะร่วมมีความสุขกับความสุขของคนที่ได้รับ แม้ว่าเราจะต้องเสียอะไรไปบางอย่างจากการให้นั้นเอง

และเช่นเดียวกัน ผมจึงอดที่จะต้องเจ็บปวดไปด้วยไม่ได้ ในค่ำคืนริมทะเลแห่งนี้

ถูกจิต ถูกใจ

วันนี้จะมาอัปบล็อก #masathaly บ้างครับ

เหตุผลก็คงสืบเนื่องมาจากตอนนี้กลับมาทำค่าย หลังจากที่ไม่ได้ทำมานาน นอกจากว่าตอนนี้จะผมร่วงจนเป็นหมาขี้เรื้อน กับผิวลอกหน้าลอกจนอุบาทว์แล้ว บรรยากาศการทำงานที่เราไม่ได้เป็นประธานงาน ก็ออกจะดูแปลกหูแปลกตาดีเหมือนกันนะฮะ

เมื่อสักเกือบสัปดาห์ก่อน ผมโพสท์บล็อก That Rock บน Cubic Blog ไป เนื้อหาหลักๆ ก็คงพูดถึงการทำงานกับคนที่เราไม่ได้ถูกจริตด้วย การปรับจิตใจของเรานั้นง่ายกว่าการแก้ไขคนอื่นอยู่โข มาที่บล็อกของตัวเอง ผมก็มีเรื่องอยากจะเสริมในลักษณะส่วนตัวอยู่เล็กน้อย

เรื่องแรก

ถึงจะพยายามปรับความคิดให้รับได้กับคนที่เราไม่ชอบ ก็ไม่ใช่แปลว่าทำได้สำเร็จทุกครั้ง หรือจะไม่ต้องการอยากทำงานกับคนที่ถูกจริตด้วยหรอกนะครับ สำหรับผม เวลาทำงานกับคนที่ทำอะไรขัดหูขัดตาเนี่ย ก็พาลจะบั่นทอนจิตใจได้อยู่เรื่อยๆ

ถ้าถามผม ผมชอบทำงานกับคนที่ลุยๆ เต็มที่กับการทำงาน จะทำผิดทำถูกทำห่วยแค่ไหนก็ตามแต่ แต่ถ้าพยายามตั้งใจทำเต็มที่ มันก็ทำให้เรารู้สึกดีมากๆ ที่ทำงานด้วย จะบ่น จะดุ จะด่าอะไร ก็รู้สึกเกรงใจในความตั้งใจนั้นๆ อยู่พอสมควร

ต่อมา ผมจะไม่ชอบคิดเล็กคิดน้อย ขี้บ่น จุกจิก อย่างที่บอกไปว่าเวลาทำงานกันเนี่ย มันก็มีคนนู้นคนนี้ทำอะไรให้เราไม่ชอบไม่ชื่นไม่ชมอยู่แล้ว จะมาบ่นนั่นบ่นนี่อยู่ตลอดเวลาก็คงน่าเบื่อที่จะฟัง จนหลายๆ ทีก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า ชอบที่จะจับผิดชาวบ้านชาวช่องเขาเสียเหลือเกิน

สุดท้าย ก็คงเป็นประเภทที่แฟร์ๆ เรื่องไหนเรื่องไหนก็แบ่งได้เป็นเรื่องๆ จบเรื่องนี้ก็ไม่ค้างมาอีกเรื่อง เวลาทำงานด้วยแล้วสบายใจ เพราะต่อให้มีความขัดแย้งอะไรที่การทำงานปกติต้องมี เราก็มั่นใจว่ามันจะไม่ลามไปเรื่องอื่นๆ

เรื่องที่สอง

การให้เกียรติกันเวลาอยู่ในสังคมการทำงาน ดูจะเป็นเรื่องสำคัญอยู่ไม่น้อยนะครับ เพราะเวลาคนเราอยู่ด้วยกัน ก็คงเป็นเรื่องปกติที่เราคาดหวังให้คนอื่นแสดงการยอมรับกับเรา ถ้ามีอะไรในตัวเราที่เขาไม่ชอบ เขาไม่ยอมรับ ก็คงจะทำให้อึดอัดอยู่พอดู

การให้เกียรติกันจึงเป็นเรื่องสำคัญ ว่าเรายอมรับและให้เกียรติในทุกความคิด ความเชื่อ นิสัย ศาสนา วัฒนธรรม จริต และรสนิยมของคนนั้นๆ แม้ว่าจะแตกต่างกับเราอยู่พอสมควร

ทุกวันนี้ผมก็พอจะรู้ตัวนะครับว่า ผมสามารถที่จะยอมรับและให้เกียรติหลายๆ คนได้อย่างดี ในขณะที่คงบกพร่องกับหลายๆ คนไปบ้าง ในขณะที่ก็มีหลายๆ คนที่ทำให้ผมรู้สึกว่า เขาไม่ได้ยอมรับและให้เกียรติกับผมเสียสักเท่าไหร่ ยิ่งถ้าผมก็ไม่ได้ให้เกียรติเขาได้ดีมากพอด้วยแล้ว จะทำงานด้วยกันไปในระยะยาวก็คงยากจริงๆ

 

แล้วคนอื่นๆ ล่ะครับ? คนที่ถูกจิตถูกใจเป็นแบบไหน?

Front hand, back foot.

ก็ไม่เคยคิดนะครับ ว่าชีวิตคนเรามันจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังตีนเท้าได้ขนาดนี้

ถ้านึกย้อนดูถึงช่วงปีที่แล้ว คงจะพูดได้กลายๆ ว่าเป็นเหมือนจุด peak สูงสุดช่วงหนึ่งของชีวิตที่อะไรหลายๆ อย่างดูจะโป๊ะเช๊ะไปเสียหมด ทั้งหน้าที่การงาน เรื่องส่วนตัวต่างๆ และในช่วงเวลาที่คิดว่าชีวิตต่อไปข้างหน้าจะสดใส บึ้ม ตอนนี้งานการก็มั่วซั่ว เรื่องส่วนตัวก็วุ่นวายไปเสียหมด

ชีวิตนี้ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาก็มาก แต่ครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นระลอกที่ทำให้รู้สึกถึงความแตกต่างได้จริงๆ

ผมรู้เลยครับว่า การมีสติที่จะเรียนรู้และยอมรับกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ แบบเพลงของกมลานี่ช่างสำคัญจริงๆ ถึงในครั้งนี้ผมคิดว่าจะทำได้ไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็แอบรู้สึกว่า ทำได้ดีกว่าที่รู้สึกว่าจริงๆ แล้วตัวเองจะรับได้ แต่ผมก็อดหวั่นใจไม่ได้ว่า ในชีวิตนี้จะต้องเกิดความเปลี่ยนแปลงอีกเมื่อไหร่ แต่เราจะปรับตัวกับมันได้มากเพียงใด

ช่วงนี้ผมติดตามดูสี่แผ่นดินที่ช่อง True Asian Series อยู่ จำได้ว่าเคยดูตอนเด็กๆ เพียงแต่ก็ไม่ได้จำเรื่องราวได้มากมาย พอดีช่วงนี้เองมีเวลาค่อนข้างมาก การมีอะไรติดตามดูอยู่เกือบทุกวันก็ดีเหมือนกัน

เรื่องสี่แผ่นดิน เป็นเรื่องราวที่ดำเนินตามรอยชีวิตของแม่พลอย ตั้งแต่เกิดในช่วงรัชสมัยของ ร.6 ไปจนเสียชีวิตในช่วง ร.8 (เป็นเหตุผลที่ทำให้เรื่องนี้ชื่อสี่แผ่นดิน เพราะเป็นเรื่องราวของ 4 รัชกาล) เรื่องราวนี้ จึงสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตของคนๆ หนึ่งได้เป็นอย่างดี ทั้งการเปลี่ยนแปลงของชีวิต ที่อยู่อาศัย การงาน คนรัก ผู้คนรอบข้าง สังคม ล้วนแล้วแต่มีเข้ามาและจากไปจากชีวิตของพลอยอยู่ตลอด

หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่อาจจะถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับคนอย่างพลอย อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองในรัชสมัย ร.7 เพราะในตอนเด็กๆ เองพลอยเป็นคนที่มีพื้นเพทางสังคมอย่างชาววัง มีพ่อเป็นข้าราชการระดับสูง และใช้ชีวิตอยู่เป็นข้าหลวงในวัง มีความผูกพันและนับถือในสถาบันฯ พอต้องพบกับความเปลี่ยนแปลงนั้น ก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตของพลอยอยู่พอดู ซึ่งเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ว่าใครหน้าไหน ก็คงจะมาห้าม มาแก้ไขให้เป็นดั่งใจไม่ได้

เรื่องนี้ออกจะเตือนใจผมอยู่สักหน่อย ว่าชีวิตตราบที่มันยังมีอยู่ มันก็ยังต้องมีเรื่องราวต่างๆ อีกมากมายที่เราคงคาดเดาไม่ถึง การมีสติที่จะเรียนรู้และยอมรับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ คงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดจริงๆ

สุดท้ายนี้ก็ขอขอบพระคุณทุกๆ กำลังใจที่ผ่านเข้ามาในช่วงเวลานี้นะครับ ถึงแม้ว่าถ้าให้พูดตามตรงก็คือมันไม่ได้จำเป็นสักเท่าไหร่ เพราะก็ไม่ได้สิ้นหวังขนาดนั้นครับ ถึงจะบ่นจะเปรยอะไรบ้างก็อย่าใส่ใจ เป็นการแสดงออกตามปกติเสียเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถรับความเปลี่ยนแปลงนั้นได้เสมอไป พูดไป ตอนนี้ก็รู้สึกเกรงใจเสียด้วยซ้ำที่เหมือนต้องมีคนมาคอยถามไถ่อะไรตลอดเวลา (ซึ่งถ้าให้พูดตามตรง บางทีก็ไม่ได้อยากจะพูดอยากจะเล่าอะไรมากมาย)

ถึงชีวิตมันจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังตีน มันก็ไม่ได้หมายความว่าหลังตีนจะต้องทุกข์สักหน่อย

Half-Life

ในคืนวันที่ 24 ธันวาคม 2552 เมื่อผมนัดเดทกับคนๆ หนึ่งเพื่อมาทานข้าวกลางวันด้วยกันในวันรุ่งขึ้นที่สยาม หลังจากที่พูดคุยกันผ่านโปรแกรมจับคู่เดทบน iPhone กันได้อยู่สักพัก โดยสิ่งที่ผมรู้ตอนนั้นมีเพียงว่าเขาเป็นหมอ ทำงานอยู่ที่อเมริกา และกลับมาเยี่ยมเมืองไทยช่วงปีใหม่นี้

และนี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด

เมื่อวันคริสต์มาส ผมอาบน้ำแต่งตัวออกจากบ้านไปตามเวลาที่นัดหมาย เมื่อถึงสถานีสยาม ผมโทรหาเบอร์โทรศัพท์ที่ได้รับไว้ ก่อนที่จะโทรไปยังเบอร์นั้น และได้ยินเสียงของเขาเป็นครั้งแรกผ่านเครื่องตอบรับอัตโนมัติ โดยไม่กี่อึดใจถัดมา เขาโทรกลับหาผม และบอกว่าอยู่ที่ทางออกหมายเลข 4

ผมรีบมุ่งหน้าไปยังทางออกหมายเลข 4 และหลังจากที่ผมแตะบัตร BTS ออกมาแล้ว ผมก็ได้พบกับคนๆ หนึ่ง คนที่เข้ามาทำให้ผมได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างอย่างที่ผมไม่เคยคิดว่าจะได้รับรู้มาก่อน

ในตอนแรก เขาบอกว่าเขาอยากกินส้มตำนัว แต่หลังจากที่เดินไปสำรวจแล้วก็พบว่ามีคนต่อคิวเยอะมาก จนสุดท้ายเราจึงมาจบที่ร้าน Oldies Cafe ที่สยามเซ็นเตอร์ เรามีโอกาสได้พูดคุยและรู้จักกันมากขึ้นระหว่างที่กินข้าว ยิ่งผมได้ฟังเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตของเขา ผมทึ่งและประทับใจกับทัศนคติ ความคิด และสติปัญญาของเขา ต้องยอมรับว่าเขาเป็นคนที่ฉลาดมาก ฉลาดจนผม intimidate รู้สึกถูกกดดันว่าตัวเองนั้นช่างโง่เหลือเกิน ในตอนนั้นผมยอมรับว่าออกจะหงุดหงิดรำคาญการพูดการจาบางอย่างของเขาเสียด้วยซ้ำ แต่ความประทับใจในสิ่งที่อยู่ในหัวของเขาดูจะกลบความรู้สึกนี้ไปเสียหมด (ผมมาทราบทีหลังว่า ความหงุดหงิดรำคาญของผมแสดงออกมา จนเขาเองไม่รู้สึกประทับใจการสนทนานั้น และอยากรีบๆ กลับตอนนั้นเสียด้วยซ้ำ)

หลังจากนั้นเราก็ไปดูหนังจีนเรื่อง Storm Warriors 2 กันต่อ ซึ่งในด้านของผมก็คงเพื่อยืดเวลาที่จะอยู่ต่อ ในขณะที่ทางฝั่งเขาที่มองว่าเป็นการฆ่าเวลาจะได้ไม่ต้องคุยกันเพราะรำคาญ ทุกวันนี้เวลาผมนึกไปก็อดที่จะขำไม่ได้ หลังจากที่ดูหนังเสร็จ และนั่ง Starbucks สักพัก ทางผมเองก็ถึงเวลานัดหมายกับกลุ่มพวกน้องๆ คิวบิกที่เซนทรัลเวิล์ด ตอนนั้นเองที่ผมตัดสินใจรวบรวมความกล้า และถามไปว่าหลังจากที่ผมเสร็จจากที่เซนทรัลเวิล์ดแล้ว จะมาเจอกันอีกดีไหม จนทุกวันนี้เองก็ยังเป็นปริศนาของผมว่า เขาตอบตกลงทำไมวะ? (ก็รำคาญกูไม่ใช่หรอไงมึง?)

สุดท้ายคืนนั้นเราก็ได้ดูหนังอีกเรื่อง นั่นคือ October Sonata โดยหลังจากที่ดูหนังเสร็จ เราก็ใช้เวลาทั้งคืนที่เหลือในการพูดคุย (สาบานว่าพูดคุยอย่างเดียวจริงๆ ไม่มีอย่างอื่น สำหรับคนที่คิดไปไกล) ถึงเรื่องราวของแต่ละคน ผมเองก็ได้พาเขาไปดูไซต์ก่อสร้าง PlayCube และเล่าถึงคิวบิกฯ (ซึ่งมารู้ทีหลังว่า เป็นอะไรที่เขาออกจะประทับใจมาก) มีการคุยกันเล่นๆ ว่าคืนนี้น่าจะขับรถไปต่างจังหวัดใกล้ๆ อย่างบางแสน และจากการพูดคุยในคืนนั้นเองก็ทำให้ผมรู้ว่า เขาเองมีนัดที่จะไปหัวหินกับเชียงใหม่ ไหนจะต้องเคลียร์อะไรๆ หลายๆ อย่าง จนเราสองคนน่าจะไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกก่อนที่เขาจะกลับไปที่อเมริกา

เขาขับรถมาส่งผมที่บ้านตอนรุ่งเช้า ผมเข้าบ้านและสั่งอาหารเช้าแมกโดนัลด์มากิน ก่อนที่จะเข้านอน พร้อมกับตัดสินใจที่จะทิ้งคืนที่ผ่านมาไว้เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ในจิตใจที่งดงาม โดยในวันนั้นหลังจากที่ผมตื่น เราก็มีการพูดคุยกันผ่านโปรแกรมบน iPhone บ้างประปราย

จนกระทั่ง…

ในเย็นนั้นเอง โทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้นพร้อมกับรูปเขาที่หน้าจอ ผมกดรับ

“สวัสดีครับ?”
“ยังอยากไปเที่ยวบางแสนอยู่ไหมครับ?”

ปฏิกิริยาของผมในตอนนั้น ทั้งตอนคุยโทรศัพท์ และหลังจากวางไปแล้ว คงไม่ต่างจากเหมยลี่ตอนที่คุณลุงชวนไปเที่ยวสงกรานต์ ถ้าใครนึกภาพไม่ออก คลิก

เขาขับรถพาผมไปเที่ยวบางแสน พักที่รีสอร์ทกำนันเป๊าะหนึ่งคืน บทสนทนาหนึ่งในคืนนั้นคือ

“อยากให้ผมเรียกเนี่ย (ทำมือชี้ไปที่เขา) ว่ายังไง มีทั้งชื่อ XXX ทั้งชื่อ YYY”
“อยากเรียกผมยังไงก็เรียกไปเถอะครับ”
“งั้นผมเรียกว่าเนี่ยแล้วกัน”

หลังจากนั้น ผมจึงเรียกเขาว่า “เนี่ย” มาโดยตลอด นึกแล้วก็ตลกดี วันรุ่งขึ้นเราก็เดินเล่นนอนเล่นอยู่ที่บางแสนสักพัก แวะเที่ยววัดจีน กินอาหารทะเล ก่อนที่จะเดินทางกลับในช่วงเย็น โดยที่ต่างรู้ดีว่า อาจจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว

ระหว่างทางที่ขับรถกลับ ผมก็ถามเขาเล่นๆ ว่าชอบผมที่ตรงไหน หลังจากที่เขาตอบผมมาสองสามข้อ เขาก็ถามผมกลับด้วยคำถามเดียวกัน ตอนนั้นผมก็ค่อยๆ นึกเรื่องราวที่ผ่านมา และก็ค่อยๆ ตอบมาทีละข้อ

จากทีแรกที่ผมก็คิดว่ามันจะมีแค่สองสามข้ออย่างที่เขาตอบ แต่พอยิ่งนึก มันก็ยิ่งมีคำตอบโผล่ออกมาให้ผมพูดได้เรื่อยๆ จนเมื่อถึงจุดหนึ่งที่ผมฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ทำไมกันนะ ทั้งๆ ที่ผมโชคดีที่ได้เจอคนที่แสนวิเศษแบบนี้ แบบที่ผมไม่เคยได้มีโอกาสเจอมาก่อน เวลาจะต้องแสนสั้นแบบนี้ด้วย

ผมร้องไห้…

เขาหยุดรถที่ข้างทางมอเตอร์เวย์ ปลอบผมจนสงบ ก่อนที่จะถึงจุดแวะพัก และวิ่งลงไปซื้อชานมอย่างที่ผมชอบจาก Starbucks มาให้ผม

สุดท้าย แทนที่เราจะแยกย้ายไปในคืนนั้น เราตัดสินใจใช้เวลาด้วยกันอีกหนึ่งคืน ก่อนที่จะแยกย้ายไปในตอนเช้า และหลังจากนั้น เราก็แทบจะใช้เวลาเท่าที่มี (ส่วนใหญ่เป็นกลางคืน) เพื่อที่จะพยายามอยู่ด้วยกันให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จนเขาเองถึงกับยกเลิกที่จะไปเชียงใหม่

จนถึงเช้าวันที่ 2 มกราคม 2553 ซึ่งเป็นกำหนดเดินทางของเขา เรานั่งแท็กซี่ไปที่สุวรรณภูมิ ในช่วงเวลาเงียบๆ นั้น ผมอดที่จะคิดทบทวนถึงเรื่องที่ผ่านมา รวมถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดในอนาคตไม่ได้ เมื่อถึงสนามบิน โชคร้ายที่ไฟลท์ของเขานั้นดีเลย์ จนอาจจะทำให้ไม่สามารถต่อเครื่องที่ฮ่องกงทัน เขาจึงจำเป็นต้องรีบไปอีกไฟลท์หนึ่ง ทำให้เวลาที่เราเหลืออยู่อีกสักเกือบชั่วโมงนั้น หายไปในพริบตา

ผมนั่งแท็กซี่กลับคนเดียว…

หลังจากนั้น เราก็ติดต่อกันเรื่อยมา ทั้งส่งเมสเสจ เฟซบุ๊ก และ Skype ซึ่งตอนนั้นเองที่เขาได้บอกความจริงกับผมบางอย่าง และทำให้ผมเพิ่งค้นพบว่า เขามีอายุมากกว่าผมถึง 19 ปี (ยอมรับว่าเป็นคนที่ไม่มีเซนส์ในการดูหน้าและกะอายุเอาเสียเลยจริงๆ เลยเรา) แต่ผมเองก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับประเด็นนี้นะครับเอาเข้าจริงๆ แล้ว

จนสุดท้าย แม้ว่าเราสองคนจะรู้ดีว่าทุกอย่างมันคงจะไม่เวิค แต่เราก็ยังพยายามฝืน จนทำให้ผมไปอเมริกาเป็นเวลา 1 เดือนในช่วงปลายฤดูหนาว ซึ่งถึงอากาศจะหนาวสุดใจ แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่แสนอบอุ่น ผมไม่รู้หรอกนะครับว่าคนที่อ่านนี้จะมีใครมีประสบการณ์ไหม แต่มันไม่มีอะไรที่เรารู้สึกดีไปกว่าการที่เราตื่นขึ้นมาและพบว่ามีคนกอดเราอยู่ข้างๆ

แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ใช่ว่ามันไม่มีปัญหาอะไรเลยนะครับ ในสภาพที่ผมอยู่ๆ ไปอยู่แปลกที่ ผมมีเขาเป็นคนรู้จักอยู่คนเดียว (กับเพื่อนที่เรียนอยู่ 5 – 6 เมืองถัดไป ซึ่งก็ไม่ได้จะเจอกันได้บ่อยๆ) กอรปกับสภาพเมืองที่ต้องขับรถ ผมก็ขับรถไม่เป็น ไม่รู้เรื่องวัฒนธรรมอะไรหลายๆ อย่างในการดำรงชีวิตในสังคม ทำให้การใช้ชีวิตของผมออกจะ depend ขึ้นกับเขาไปมากเสียหน่อย ซึ่งถ้าพูดกันตามตรงมันก็คงน่ารำคาญสำหรับคนอย่างเขาไม่น้อย

และสำหรับคนที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน พูดคุยกันผ่านเทคโนโลยีต่างๆ ตลอด การมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันจริงๆ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างรวดเร็วเกินไป จึงทำให้มีการกระทบกระทั่ง หรือการสร้างความอึดอัดให้กันและกันเป็นระยะๆ

อายุเองก็เป็นอุปสรรค บางเรื่องที่คนยุคผมอาจทำเป็นเรื่องปกติอย่างหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาทวีทนู่นทวีทนี่ หรือเขียนบล็อกตีแผ่ชีวิตตัวเองแบบเอ็นทรี่นี้ก็อาจจะเป็นเรื่องขัดหูขัดตาของเขา และถึงผมจะไม่รู้สึกอะไรเพราะเป็นฝ่ายอายุน้อยกว่า แต่สำหรับคนอายุมากกว่า การเดินไปไหนมาไหนด้วยกันกับคนอายุน้อยกว่ามากๆ ในที่สาธารณะก็คงรู้สึกแปลกๆ อยู่บ้าง

ถึงกระนั้น หลังจากที่ผมกลับมา เราก็ยังคงติดต่อกันอยู่เรื่อยๆ จนถึงกลางปีที่ได้ไปเที่ยวมัลดีฟเกาะเสม็ดด้วยกัน และผมไปอเมริกาอีกครั้งในช่วงฤดูร้อนของอเมริกา จนถึงวันสุดท้ายก่อนเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้น ผมอดที่จะร้องไห้เสียใจกับการเล่นตลกของโชคชะตานี้ไม่ได้ แต่เอาเข้าจริงๆ ผมร้องไห้นี่ออกจะเป็นเรื่องปกติ

แต่คืนนั้นเอง เมื่อผมเดินขึ้นมาบนห้องนอนเพื่อเตรียมตัวเข้านอนตามปกติ ผมเจอเขาในสภาพตาแดงๆ นี่ออกจะเป็นภาพที่แปลกตาสำหรับผม และคงสำหรับเขาเองซึ่งเป็นคนที่เข้มแข็งกว่าผมนัก

ผมใจสลาย…

ถ้าถามผม ผมเองรู้สึกพอใจกับสภาพต่างๆ ในความสัมพันธ์นี้อยู่ไม่น้อย สำหรับผม สิ่งที่ผมอาจจะเพียงต้องการคงเป็นความรู้สึกที่เรารู้ว่ามีคนที่เรารู้สึกดีด้วยจริงๆ นั้นห่วงใยเรา ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหน เขาจะทำอะไรอยู่ แค่การแสดงออกเล็กๆ อย่างข้อความหรือโทรศัพท์สั้นๆ ก็ทำให้ผมมีความสุขได้ไม่น้อย การได้อยู่ด้วยกันเป็นระยะๆ เป็นสิ่งที่ผมรับได้

แต่สำหรับตัวเขาเอง นี่อาจไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ กับคนที่เคยมีความสัมพันธ์กินอยู่กับคนอื่นเป็นสิบๆ ปีก่อนหน้านี้ เขาคงต้องการคนที่อยู่กับเขา ใช้ชีวิตอยู่กับเขา และปราศจากเรื่องจุกจิกกวนใจอย่างอายุ หรือการต้องคอยดูแลนู้นนี่ และการต้องเห็นผมหายไปจากบ้านของเขาอยู่บ่อยๆ คงทำร้ายจิตใจของเขาพอดู

หลังจากนั้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วงจนถึงปีใหม่ที่ผมป่วย ผมเองยังสองจิตสองใจในเรื่องนี้อยู่เสมอ ใจหนึ่งที่ยังคงหวังให้ความสัมพันธ์นี้ดำเนินต่อไป กับอีกใจหนึ่งที่อยากจะให้จบลง

ในช่วงเวลาดังกล่าว ผมพยายามจะเดทกับคนนู้นคนนี้มากมายแทบตาย โดยในใจหวังลึกๆ ว่าจะเจอใครที่ทำให้ผมลืมเรื่องราวเหล่านี้ได้

แต่ผมก็ได้เรียนรู้ว่า ยิ่งผมเจอผู้คนมากมายเท่าไร ยิ่งทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า ผมโชคดีแค่ไหนที่ได้เจอเขา

ปีใหม่ที่ผ่านมาที่ผมป่วย เขาเดินทางกลับมาเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง แต่ถึงกระนั้นเราก็ไม่มีโอกาสได้เจอกัน หากพูดกันตามตรง ผมเองก็รู้สึกเหมือนเขาเลี่ยงที่จะไม่เจอผม แต่ไม่ว่ามันจะเป็นเพราะเขาอยากจะตัดใจจากผมให้ได้ หรือเขามีใครคนใหม่ นั่นก็คงไม่ใช่กงการอะไรของผม ผมควรจะดีใจด้วยซ้ำ ที่อย่างน้อย เขาก็ลืมได้แล้ว

และจนถึงเวลานี้ ที่มีหลายๆ อย่างในชีวิตผมที่เปลี่ยนไป ยิ่งตอกย้ำให้ผมรู้ว่า ผมเองไม่มีวันที่จะเป็นคนที่เขาต้องการได้

สิ่งที่ผมต้องการที่สุด คือการได้เห็นเขา พบเจอกับสิ่งที่ทำให้เขามีความสุขจริงๆ ซึ่งสำหรับคนที่เพียบพร้อมอย่างเขา มันคงไม่ได้ยากเย็นเกินไปนัก

ถ้าการสานต่อความสัมพันธ์นี้ จะนำไปสู่แววตาของเขาในคืนนั้นอีกครั้ง ผมคงทนไม่ได้

เพราะฉะนั้นบางที…อาจจะถึงเวลาแล้วจริงๆ…

อย่างน้อย ผมก็ได้รู้จักกับคนๆ หนึ่ง ที่เราคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันต่อไป และหวังว่าจะตลอดไป

และถ้าผมต้องใช้เวลาครึ่งชีวิตของผมที่จะโชคดีได้เจอเขา ผมก็หวังว่า อีกครึ่งชีวิตที่เหลืออยู่นี้ ผมจะยังโชคดีได้อีกบ้าง ความหวัง ทำให้คนเราก้าวเดินได้เสมอ ผมเองถือว่าการเขียนบล็อกนี้ คือการส่งผ่านเรื่องราวให้กลายเป็นอดีต และผมเองก็พร้อมที่จะ move on ดำเนินชีวิตต่อไป

 

อาจเป็นแค่เพราะ 10,000 ไมล์กับ 19 ปีมันมากเกินไป ต่อให้พยายามกันแค่ไหน มันก็คงไม่พอ…

 

บางวันผมก็แอบน้อยใจกับโชคชะตานะครับ ทั้งๆ ที่ผมเองคิดว่าพยายามใช้ชีวิตมาเพื่อคนอื่นเสมอ ผมทุ่มเทหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อความฝันที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆ อย่าง แต่ทำไมโชคชะตาก็ยังจะกลั่นแกล้งผมนัก

จะมีไหมสักวัน ที่ผมจะสามารถทำฝันให้เป็นจริงได้ โดยไม่ต้องทำร้ายใครเลย

และจะมีไหม ที่ผมจะมีความสุขอย่างที่ใฝ่ฝัน โดยไม่ทำให้ใครต้องเจ็บปวด

อย่างน้อย ผมก็พยายามเฝ้าบอกว่าผมเองก็โชคดีแค่ไหน ที่เกิดมาพร้อม และมีครอบครัวที่ดีขนาดนี้…

 

 

และถึงเราจะเดทกันมาเกือบปี แต่คงเป็นเพราะเราเดทกันแบบอเมริกันหน่อยๆ ที่การใช้คำว่ารักดูจะเป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่ง เราเองไม่เคยได้พูดคำนี้กันสักครั้งไม่ว่าฝ่ายไหน ซึ่งอาจจะขัดกับสไตล์ไทยๆ เสียหน่อย

และในโอกาสนี้เอง ถึงจะเป็นข้อความไทยๆ ในภาษาอังกฤษข้างเดียว ผมก็อยากจะบอกว่า

I love you krub. 🙂