Well fought. I concede.

Well fought. I concede.

ชีวิตนี้ผมเคยวิ่งหนีมาแล้วหลายครั้ง

ครั้งหนึ่งผมเลือกที่จะวิ่งหนีจากการเรียนที่ผมรู้ตัวดีว่าไม่มีทางผ่านพ้นมันไปได้ และคงดีกว่าที่จะเริ่มต้นในทางที่เรามั่นใจกว่า

ครั้งหนึ่งผมเลือกที่จะวิ่งหนีจากความฝัน เพื่อเว้นระยะพักผ่อนกับตัวเอง หนีปัญหาต่างๆ ที่สะสมเกินกว่าที่เราจะรู้ว่าจะแก้มันยังไงได้ รอให้เรื่องราวต่างๆ คลี่คลายแล้วจึงกลับมาก้าวเดินต่อไปอีกครั้ง

ถึงจะค้านกับความหัวรั้นของผม แต่ผมเชื่อเสมอว่าการหนีเป็นตัวเลือกหนึ่งที่ฉลาด หลายๆ ครั้งมันทำให้เราหรือใครไม่ต้องเจ็บปวดเพิ่มเติม และอย่างน้อยการหนีไปยังพื้นที่ปลอดภัย ก็ทำให้เราสามารถสะสมเรี่ยวแรง หรือเว้นระยะให้ปัญหาต่างๆ คลี่คลายตามธรรมชาติของมัน ก่อนที่จะกลับเข้าไปในเส้นทางวังวนนั้น

ผมเคยคิดว่าการวิ่งหนีเป็นตัวเลือกหนึ่งของผมเสมอ จนเมื่อผมรู้ตัวอีกครั้ง ตัวเลือกนี้มันได้หายไปจากชีวิต ณ ปัจจุบันอีกแล้ว

ผมกลายมาอยู่ในจุดที่การวิ่งหนีไม่ใช่ตัวเลือกอีกต่อไป มันไม่ใช่สิ่งที่ผมทำกับตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่เพราะการวิ่งหนีของผมในครั้งนี้มันจะส่งผลกระทบกับคนอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยังมีคนอื่นๆ อีกหลายคนที่ต้องพึ่งพิงการยืนหยัดของผม

แต่สิ่งที่ผมเผชิญอยู่เป็นเหมือนระเบิดเวลาที่ผมรู้ตัวว่า ถ้าผมไม่หาวิธีปลดชนวนมันให้ได้ มันก็คงจะระเบิดในอีกไม่ช้า ตลกร้าย ผมนึกไม่ออกเลยจริงๆ ว่าจะปลดชนวนระเบิดนี้ออกอย่างไร

ซ้ำร้าย ผมวิ่งหนีมันไม่ได้

ผมได้แต่ยืนมองดูมันนับถอยหลังอย่างช้าๆ โดยที่ทำอะไรไม่ได้ และเพียงแค่รอว่าเมื่อไหร่มันจะระเบิดออกมาทำลายตัวผมและคนรอบข้างออกเป็นเสี่ยงๆ

Advertisements

Pass the Hate Forward

Pass the Hate Forward

สืบเนื่องจากโมเมนต์นี้ (ใครไม่เคยดูเปิดวาร์ปให้)

จริงๆ เป็นโมเมนต์ที่ทำให้ผมฉุกคิดอยู่ไม่น้อย ณ ตอนที่ดูตอนแรกเลยนะครับ

ตั้งแต่เด็กๆ มา เราถูกเสี้ยมถูกสอนให้รักกัน รักเพื่อนร่วมห้อง รักเพื่อร่วมสถาบัน รักคนร่วมชาติ

แต่ก็น่าแปลก ที่เรากลับไม่ค่อยรู้กันว่า เราจะเรียนรู้ที่จะเกลียดคนอื่นอย่างไร ทั้งๆ ที่ให้ตายยังไง ชีวิตนี้เราก็ต้องเจอกับคนที่เกลียดไม่ว่าตอนใดก็ตอนหนึ่งในชีวิต แต่เราก็ถูกสอนให้รู้สึกว่าความเกลียดเป็นสิ่งที่ไม่ดี ต้องกักและเก็บมันไว้ โดยที่ไม่รู้ว่าจะจัดการกับมัน หรือใช้ชีวิตกับคนที่เราเกลียดได้ยังไงอย่างตรงไปตรงมา

และสุดท้าย เมื่อทุกอย่างมันสะสมจนถึงจุดที่ต้องระเบิดออกมา มาถึง ณ เวลานั้น ก็ดูว่ามันช่างน่าเสียดายเหลือเกิน ทั้งๆ ที่หลายๆ ครั้ง เราอาจจะหาวิธีที่จะเรียนรู้อยู่กับคนที่เราเกลียดได้ก็ได้

เพราะหลายๆ ครั้ง คนที่เราเกลียด ก็ไม่ได้หมายถึงว่าเราไม่ได้รักเขาสักหน่อย

Ten-thousands Unspoken Words

หากเธอลองมองไปยังฟ้าแสนไกล และคิดถึงใครหนึ่งคนคุ้นเคย
กี่หมื่นพันคำที่ไม่ทันเอื้อนเอ่ย แต่เธอยังคงเก็บมันไว้ข้างในใจ

จริงๆ ใครๆ ที่ต่อให้ไม่ต้องรู้จักผมมาก ก็คงพอจะรู้ว่าผมออกจะเป็นคนคิดมากอยู่พอตัว (ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่เคยปฏิเสธ)

ผมไม่แน่ใจว่ากับคนอื่นๆ เป็นอย่างไร แต่สำหรับตัวผมเอง ด้วยความที่เราเป็นคนคิดเยอะ ก็มักจะทำให้มีความคิดอะไรหลายๆ อย่างกับคนหลายๆ คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา แต่อาจด้วยหลายๆ เหตุผล ความคิดเหล่านั้น อาจไม่เคยมีโอกาสได้แปรเปลี่ยนเป็นคำพูดที่ถ่ายทอดออกไป

ไม่ว่าจะเพราะโอกาสในชีวิตที่ไม่ลงตัว จนไม่มีโอกาสที่เราจะได้พูดความในใจออกไป

ไม่ว่าจะเพราะตัวเราเองอาจไม่กล้าพอ เพราะกลัวผลตอบรับที่ได้จากการแสดงความรู้สึกเหล่านั้นออกไป

ไม่ว่าจะเพราะเรามีความคิดมากมาย จนไม่มีทางจะพูดออกไปได้หมดไปก่อนที่ผู้ฟังจะรำคาญในความเยอะของเราเสียก่อน หรือต่อให้มีเวลาทั้งชีวิต ก็อาจจะไม่มีทางพูดหมดได้

ไม่ว่าจะเพราะตัวเราเองอาจทนงตน อาจหยิ่ง อาจเขิน อาจอายมากกว่าที่จะแสดงความรู้สึกเหล่านั้น

หรือแม้แต่เพราะเราอาจจะโกรธเกลียด จนรู้สึกว่าไม่แม้แต่จะทนที่จะพูดความรู้สึกเหล่านั้นออกไป


แต่ไม่ว่าจะอย่างไร สำหรับผมแล้ว สุดท้ายข้อความถึงผู้คนต่างๆ เหล่านั้น มันก็ยังจะคงฝังลึกอยู่ในจิตใจของผม และรอคอยวันเวลาที่จะมารื้อฟื้นเรื่องราวต่างๆ ออกมาให้คนึงถึงเป็นระยะๆ

อาจผู้คนกลุ่มหนึ่งที่อยู่เคียงข้างเราเสมอ ไม่ว่าจะผ่านเรื่องดีเรื่องร้าย และพร้อมที่จะรักไม่ว่าเราเป็นอย่างไรอย่างไม่มีเงื่อนไข แต่เราเองก็กลับไม่ได้สนใจคนเหล่านี้มากนัก

อาจเป็นคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา และทำให้เรารู้สึกถึงความรักที่เราไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน จนทำให้เรารู้สึกว่าเรื่องราวนี้ทำให้ชีวิตของเราผ่านมาถึงครึ่งทางแล้ว

อาจเป็นคนที่เปิดโอกาสให้เราทำในสิ่งที่เป็นเหมือนลมหายใจของเราในช่วงหลายปีมานี้ และแม้จะมีความขัดแย้งในหนทางเดินจนทำให้เราไม่สามารถเข้าใจกันเหมือนเดิมได้ แต่ก็ยังรู้สึกขอบคุณสำหรับจุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่นั้นเสมอมา

อาจเป็นคนที่เราอาจเคยไม่ชอบหน้า และรู้สึกรำคาญที่มาก้าวก่ายงานของเรา แต่เวลาผ่านไปเราก็กลับปรับตัวเข้าหากันได้อย่างเหลือเชื่อ และเป็นคนหนึ่งที่เราก็ไว้ใจว่าเขาจะอยู่เคียงข้างเราในวันยากๆ เสมอ จนไม่รู้จะเอ่ยคำขอบคุณอย่างไร

อาจเป็นคนที่เราเคยรู้สึกว่าคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง แต่ในช่วงเวลาเกือบสิบปีที่ผ่านมานี้ เขาคนนี้ก็ยังเป็นเหมือนเสาหลัก (ที่หนักมาก) ให้เรากลับไปพึ่งพาได้เสมอๆ และเราก็อยากให้เขากลับเขามาในชีวิตของเราจริงๆ

อาจเป็นคนแปลกๆ ที่ใครๆ อาจขบขันในท่าทีที่ดูผิดจากคนธรรมดา และแม้ชีวิตเราจะไม่ได้พูดคุยกันมากมายในช่วงสิบกว่าปีมานี้ แต่ก็เป็นคนที่ผ่านไปผ่านมาบนหน้าจอคอมฯ ของเราเสมอ และทำให้เรารู้สึกเสมอว่าเขาไม่เคยหายไปไหน

อาจเป็นรุ่นน้องคนหนึ่งที่เคยเห็นเราเป็นไอดอล แต่เพราะเวลาที่ทำให้เราในฐานะคนธรรมดาเปลี่ยนแปลงไป จนอาจไม่ใช่คนที่น่าประทับใจอย่างในวันนั้น อาจทำหลายๆ อย่างให้เขาผิดหวัง หรือเขาเองอาจดำเนินชีวิตไปในทิศทางที่ต่างไปจากเรา แต่เราก็ยังคงภูมิใจที่มีโอกาสได้หล่อหลอมเขาคนนั้นแม้ในช่วงเวลาสั้นๆ

อาจเป็นแค่รุ่นน้องสองสามคนที่เพราะเหตุการณ์ยากๆ ในชีวิตของเราทำให้เราได้สนิทกันมากขึ้น แม้เราอาจไม่เคยได้กล่าวคำขอบคุณสำหรับกำลังใจในช่วงเวลานั้น และแม้เวลาที่ผ่านไปจะพาให้เราห่างหายไปบ้าง แต่เราก็ยังรู้สึกเสมอว่าพวกเขาคือคนที่เข้าใจทุกการกระทำที่อาจดูซับซ้อนในสายตาคนอื่นเสมอ

อาจเป็นคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเราในช่วงเวลาสั้นๆ และทำให้หัวใจของเรากลับเข้มแข็งขึ้นมาอีกครั้ง แม้ว่าสุดท้ายความลับของเราสองคนจะต้องจบลงไปพร้อมความเจ็บปวด แต่มันก็ทำให้ใจที่เคยคิดว่าตายไปแล้ว พร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ๆ อีกครั้ง

อาจเป็นคนที่เคยหลอกลวงเราอย่างเลือดเย็น ที่แม้ในทุกวันนี้เราอาจลืมๆ ความรู้สึกโกรธเกลียดนั้นไปแล้ว แต่เราก็นึกขอบคุณเหตุการณ์นั้นที่ทำให้เราเข้มแข็งขึ้นบ้างแม้เพียงเล็กน้อย

อาจเป็นกลุ่มคนที่มาช่วยสานความฝันในเรื่องดนตรีที่เคยเป็นความฝันลมๆ แล้งๆ และทำให้เราเหมือนมีงานสนุกๆ อีกอย่างที่เราเฝ้ารอในทุกๆ วันที่อยากจะทำมัน ในชีวิตที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดจากความฝันอันยิ่งใหญ่ที่แสนท้าทายนี้

อาจเป็นรุ่นน้องรุ่นไกลๆ คนหนึ่งที่เราก็ดูไม่น่าจะผ่านมาเจอกันได้แล้ว แต่ก็เหมือนมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เราเข้าใจกันได้มากกว่าที่คิด และเห็นคุณค่าของเวลาอย่างที่ไม่เคยรู้สึก ถึงสุดท้ายแล้วคนๆ นี้จะไม่ได้มีส่วนร่วมกับความฝันของเรามากมายจนเราอาจรู้สึกน้อยใจได้ในบางครั้ง

อาจเป็นสาวๆ ขาเม้าท์ที่เคยเต็มที่กับความฝันของเรา แต่เพราะตัวเราเองอาจทำตัวให้พวกเขาผิดหวัง จนหลายๆ ครั้งเรานึกย้อนไปก็ยังรู้สึกผิดกับความผิดพลาดเหล่านั้นเสมอ

อาจเป็นคนที่ในอดีตเราเคยใช้อารมณ์และอีโก้ของเราขับไล่ไสส่งเขาออกไปอย่างไม่มีเหตุผล แต่เมื่อเวลาผ่านมา คนๆ นั้นก็กลับให้อภัยเรา และยังแวะเวียนมาช่วยเหลืองานต่างๆ ของเราอยู่เรื่อยๆ ราวกับเรื่องผิดใจในอดีตนั้นไม่เคยเกิดขึ้น

อาจเป็นคนที่รักคิวบิกฯ มากจนเราเองก็ไม่เคยเข้าใจในทุกความรู้สึกน้อยใจที่เขามี และหลายๆ ครั้งเราก็รู้สึกสิ้นหวัง ท้อแท้กับการพยายามทำให้คนๆ นั้นพอใจ แต่เราก็ยังอยากบอกว่าเราก็พยายามเต็มที่แล้ว และเสียใจกับความเสียใจที่เขาคนนั้นต้องแบกรับเสมอมา

อาจเป็นเพื่อนๆ ที่เราทอดทิ้งพวกเขาไปในเวลาที่พวกเขาต้องการเรามากที่สุด อาจเพราะความอ่อนแอหรือสิ้นหวังกับการศึกษาของเราเองก็ตามแต่ แต่เราก็อยากบอกพวกเขาว่าเราดีใจที่ยังได้เป็นส่วนหนึ่งกับพวกเขาบ้าง แม้อาจไม่เท่าคนอื่นๆ แต่ก็ทำให้เราชื่นใจได้ว่าเราก็ยังมีเพื่อนที่เรากลับไปหาได้เสมอ

อาจเป็นคนที่เราก็ไม่แม้แต่จะรู้จักว่าเขาเป็นใคร แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนั้นก็เปลี่ยนแปลงชีวิตของเราไปตลอดกาล และทำให้เราเองรู้สึกมีสติ และเห็นคุณค่าของชีวิตของเราเองมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยคิดว่าเราจะคิดได้มาก่อน

อาจเป็นคนที่ได้มาร่วมสร้างฝันกับเราแม้เป็นเวลาสั้นๆ แม้ว่าหลักความคิดที่แตกต่างจะแยกทางเรากันออกไป แต่เราก็ยังอยากขอบคุณกับสิ่งดีๆ ที่ผ่านมาตรงนั้น และหวังเสมอว่าเขาก็จะเข้าใจเราเหมือนที่เราเข้าใจเขา

อาจเป็นคนที่จดจำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ของเราได้มากมาย แต่เราก็ยังทำอะไรหลายๆ อย่างที่ทำให้เขาน้อยเนื้อต่ำใจ แต่เราก็อยากบอกว่าเราเสียใจที่เราไม่สามารถแคร์เขาได้มากเท่ากับที่เขาแคร์เรา อาจแค่เพราะคำไม่กี่คำที่เขาไม่ตั้งใจจะบอกออกมาแต่มันยังกัดกินใจเรา แต่เราก็รู้สึกดีใจที่ชีวิตนี้มีโอกาสได้รู้จักคนอย่างเขา และชื่นใจทุกครั้งที่ได้รับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้จากเขา

อาจเป็นคนที่เราต้องตัดสินใจให้เขาจากเราไป แม้ว่าเขาจะรักและอยากที่จะอยู่เคียงข้างเราแค่ไหนก็ตาม แม้ว่าเราจะไม่มีโอกาสได้บอกเหตุผลจากในใจของเราทั้งหมดออกไป แต่เราก็หวังเสมอว่าเขาจะเข้าใจเรา และสามารถเริ่มต้นใหม่ได้อย่างเข้มแข็ง

อาจเป็นคนที่เปรียบเสมือนศัตรูตลอดกาลของเรา แม้ว่าเราอาจเคยมีช่วงเวลาที่ดีต่อกัน แต่ความเลวร้ายหลังจากนั้นก็ทำร้ายความรู้สึกของทั้งสองฝ่ายอย่างที่ไม่มีวันกู้คืนได้ แม้ว่าจะนึกย้อนไปก็ทำให้เรารู้สึกโกรธเกลียดเล็กๆ ได้เสมอ แต่เราเองก็ดีใจที่วันนี้เรื่องราวเหล่านั้นเหมือนจะเงียบหายไปแล้ว

อาจเป็นกลุ่มคนที่เราเคยไว้ใจ แต่เพราะด้วยอีโก้ของพวกเขาที่เลือกที่จะทำอย่างที่ใจต้องการ แม้ว่าเราจะพยายามช่วยเหลือแล้ว แต่เราก็ยังคงไม่ให้อภัยกับความเลวร้ายและความหน้าไหว้หลังหลอกที่คนกลุ่มนั้นทำ และความเกลียดชังเหล่านั้นก็พร้อมจะให้เราหัวเราะเยาะกับทุกการสะดุดของพวกเขาในชีวิตที่เหลืออยู่

อาจเป็นคนที่ดูเหมือนจะเป็นมิตรที่ดีกับเรา แต่เราก็เกลียดในความเป็นนกสองหัวของเขามากๆ และรู้สึกแย่กับความรู้สึกที่เหมือนเราถูกหลอกใช้ ความรู้สึกแย่ๆ นี้ก็ยังคงอยู่ และเราก็พร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อฉุดดึงเขาคนนั้นลงมาให้ป่นปี้ แม้ต้องแลกด้วยทุกอย่างที่เรามีก็ตาม

หรืออาจเป็นคนที่แม้ไม่ตั้งใจ แต่ก็ได้หักหลังเรา และทำให้เราเสียเวลา และเสียความรู้สึกกับอีกคนหนึ่งไปอย่างน่าเสียดาย และแม้ว่าเราจะอยากให้อภัยเขาคนนี้แค่ไหน แต่เราก็ยังทำไม่ได้จริงๆ

ฯลฯ

คงจะดีไม่น้อย ถ้าสักวันหนึ่ง ผมจะมีโอกาสได้พูดความคิดเหล่านี้กับพวกเขาทั้งหมดเหล่านั้นด้วยความสบายใจ

แต่ในเวลานี้ ความรู้สึกเหล่านี้ ก็คงจะเก็บซ่อนอยู่ในใจลึกๆ ของผมต่อไปอย่างน่าเสียดาย

Meaningless Answers

ผมเชื่อว่า หลายๆ คนคงต้องเคยผ่านช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยคำถามที่ค้างคาอยู่ในจิตใจ เมื่อเวลาที่เราต้องผ่านพ้นความผิดหวังอะไรบางอย่าง

ความรู้สึกลึกๆ ที่ต้องการถามหาเหตุผลของทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้น อยากที่จะเข้าใจทุกรายละเอียดเหตุการณ์ เหมือนเราหวังอยู่ลึกๆ ว่า คำตอบที่เราได้รับ จะทำให้เราเป็นทุกข์น้อยลงแม้เพียงสักเล็กน้อย

แม้ว่าเราจะรู้ว่า คำตอบ มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงความจริงอะไรเลย

แปลกดีนะครับ

ณ เวลานี้ ผมเองก็มีคำถามอยู่ในใจลึกๆ พอสมควร ซึ่งในเวลานี้ ก็เพียงได้แต่บอกตัวเองว่า คำตอบ คงไม่ได้ช่วยอะไรขึ้นมา

แต่ผมก็ยังดีใจเล็กๆ ที่ผมยังมีคำถามเหล่านี้

ขอย้อนประโยคเด็ดจาก House ที่ผมนิยมอ้างถึงบ่อยๆ

You spend your whole life looking for answers, because you think the next answer will change something, maybe make you a little less miserable. And you know that when you run out of questions you don’t just run out of answers, you run out of hope.

อย่างน้อยคำถาม ก็ทำให้ผมรู้ว่า ผมยังมีความหวัง และความหวัง ทำให้วันพรุ่งนี้มีความหมายเสมอ

อีกหนึ่งในหกพันล้านเรื่องรักไม่รู้จบ

วันนี้ผมมีโอกาสได้ดูคลิปวีดีโอนี้ ที่รตาแชร์ไว้บน Facebook ครับ

ถ้าให้พูดตามตรง ก็คือผมไม่ได้รู้จักทั้งสองคนในวีดีโอนี้เป็นการส่วนตัวหรอกนะครับ แต่ด้วยความที่ทั้งสองคนเจอกันที่โรงเรียนสาธิตเกษตร และวีดีโอนี้เองก็พยายามท้าวความเรื่องตั้งแต่สมัยเรียนที่โรงเรียน ความรู้สึกมันเลยอาจจะกระแทกใจคนสาธิตเกษตรมากกว่าชาวบ้านชาวช่องเสียสักหน่อย

ผมคิดว่าคงไม่เยอะมากนะครับ ที่ใครที่จะคบกันเป็นแฟนตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน แล้วยาวยืดต่อไปจนถึงแต่งงาน ในทางเดียวกัน ผมก็รู้สึกว่ากลุ่มคนพวกนี้โชคดีมากเลยครับ เพราะถือว่าเป็นคนที่ได้สัมผัสรสชาติของการมีคู่ครบถ้วนทุกรสชาติ ตั้งแต่การเป็นเด็กๆ กุ๊กกิ๊กไม่คิดอะไร ค่อยๆ เติบโตผ่านคืนวันที่ดีและร้ายของความสัมพันธ์และโลกภายนอก จนตกลงปลงใจที่จะอยู่ร่วมกันทั้งชีวิต

ถึงช่วงเวลาคบกันเป็นแฟนจนถึงการแต่งงาน จะถือได้ว่าเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่แท้จริงที่จะกินระยะเวลาไปอีกทั้งชีวิต แต่โอกาสที่จะได้เติบโตพร้อมๆ กับคนที่เราเลือกเนี่ย มันก็คงหาได้ยากจริงๆ ครับ

ส่วนผมเอง ไม่ต้องห่วง เลยวัยเรียบร้อย

ถึงจะไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว ก็ขอแสดงความยินดีกับทั้งสองคนด้วยครับ

Privileged Unparity Liberally Conservative

ผ่านไปอีกครั้งสำหรับเทศกาล April Fools ที่ก็ยังคงมีการเล่นมุขตลกมากมายจากทั่วสารทิศ อันหนึ่งที่ดูจะฮิตที่สุดในปีนี้คงจะเป็นการตั้งความสัมพันธ์บน Facebook แต่นอกจากนี้แล้ว สิ่งหนึ่งที่พอจะผมพอจะสังเกตได้ คือการเล่นมุขตลกล้อเลียนสถาบันกษัตริย์ ที่คิดว่ามาตรา 112 คงไม่มีผลอะไรเพราะคงไม่ได้ระบุถึงวันที่ 1 เมษายนไว้ด้วย

เมื่อไม่นานมานี้ผมมีโอกาสได้ดูวีดีโอของ RSA Animate ที่มีชื่อว่า The Internet Society : Empowering or Censoring Citizens? แล้วก็มีประเด็นหนึ่งที่ผมแอบฉุกสังเกตขึ้นมาได้ว่า ผมเองถือว่าเป็นคนที่เข้าถึงและใช้เทคโนโลยีการสื่อสารมาก และดูออกว่าจะเป็นคนทางสายนี้เสียด้วยซ้ำ ซึ่งในทางกลับกัน ผมกลับไม่ค่อยจะเชื่อในเรื่องของเสรีภาพในการแสดงออก การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร  หรือแม้แต่เป็นประชาธิปไตยได้เหมือนกับเทรนด์ที่อาจพูดได้ว่าเป็น “สมัยใหม่” เสียสักเท่าไหร่

ที่ผ่านมา ถ้าพูดกันตามตรง ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยมีความคิดเห็นที่รุนแรงหรือมีจุดยืนที่หนักแน่นอะไรทางการเมืองเสียเท่าไหร่ ผมยังไม่กล้าพูดเสียด้วยซ้ำว่าผมเป็นคนที่เชื่อในประชาธิปไตย เพียงแต่ตัวเองก็ไม่ได้มีไอเดียอะไรที่ดีกว่านี้เลยไม่คิดจะออกความเห็นอะไร อย่างหนึ่งคงเพราะว่าผมสนใจในเรื่องอื่นอย่างเรื่องการศึกษาเสียมากกว่า และอีกอย่างคงเป็นเพราะผมไม่เคยต้องเสียประโยชน์อะไรจนต้องรู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจและต้องมาร้องแร่แห่กระเชิง

ถึงอย่างนั้น ผมก็เชื่อในความคิดพื้นฐานของการเมืองที่ว่าด้วยการจัดสรรผลประโยชน์ในสังคมนะครับ ในทางเดียวกัน ผมจึงไม่เคยรู้สึกอะไรหากใครก็ตามจะมาเรียกร้องหรือต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์ส่วนตัว ผมคิดว่านั่นเป็นสัจธรรมที่สิ่งมีชีวิตใดๆ บนโลกนี้ต้องต่อสู้เพื่อตัวเองอยู่แล้ว อันนี้คงสะท้อนได้ง่ายๆ จากประเทศสิงค์โปร์ที่จริงๆ แล้วรัฐบาลออกจะมีความเป็นเผด็จการ มีการควบคุมข่าวสารต่างๆ ที่ยิ่งกว่าประเทศไทยเสียอีก แต่แค่เพราะเขาสามารถทำให้ทุกคนมีความสุข อยู่ดีกินดีได้ เลยไม่มีใครที่คิดจะมาวุ่นวายอะไรเสียเท่าไหร่

ดังนั้นหากมาถึงประเด็นของระบอบกษัตริย์แล้ว ผมก็คงต้องพูดตรงๆ ว่าสำหรับตัวผมเอง การมีอยู่หรือไม่มีอยู่ของสถาบันฯ คงไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับชีวิตของผมมากมายจนรู้สึกว่าต้องหันเหไปทางไหน ผมเองก็คงไม่กล้าพูดว่าตัวเองเป็น royalist รอยัลลิสต์เพราะก็ไม่ได้จงรักภักดีอะไรขนาดนั้น อาจด้วยเพราะเกิดมาในยุคที่ไม่ได้เห็นคุณประโยชน์อะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันกว่าการเป็นสัญลักษณ์ทางการกุศลต่างๆ อย่างที่เป็นในปัจจุบัน ถึงกระนั้น ผมก็คงไม่ได้รู้สึก convinced ทำให้เชื่อว่าการมีอยู่ของสถาบันเป็นพิษเป็นภัยอะไร ซึ่งเหตุผลคงมีดังต่อไปนี้

ประการแรก ผมมีคติหนึ่งที่คิดอยู่เสมอคือ “Life is unfair.” และผมเลยไม่เคยรู้สึกมีปัญหาว่าตนเองจะเกิดมามีมากหรือมีน้อยกว่าใครในประเด็นไหน เพราะมันไม่มีทางเป็นไปได้ที่ทุกคนจะอยู่กันได้แบบเท่ากันอย่างในอุดมคติ และสิ่งมีชีวิตทั้งหมดก็อยู่กับแบบที่ผู้มีอำนาจมากกว่ากำหนดชะตาผู้มีน้อยกว่าอยู่แล้ว ถ้าเราจะบอกว่าการที่เราเกิดมาถูกคนอื่นกดขี่นั้นเป็นเรื่องไม่ยุติธรรม แต่เราเองก็ยังกดขี่สิ่งมีชีวิตอื่นๆ บนโลกใบนี้ตั้งแต่หมูหมากาไก่ไปถึงแบคทีเรียและไวรัสเพื่อผลประโยชน์ของเราเอง ผมเลยรู้สึกว่ามันไม่ make sense สมเหตุสมผลเสียเลยที่เราจะต่อสู้เพื่อความยุติธรรม ทั้งๆ ที่เราเองก็ไม่คิดจะยุติธรรมกับสิ่งมีชีวิตอื่นที่ด้อยกว่าเรา

แต่ประเด็นนี้อย่างหนึ่งที่ผมต้องพูดให้ชัดเจนคือ ผมไม่มีปัญหาที่ใครจะต่อสู้เพื่อตนเองอย่างที่กล่าวไปตอนต้น เพราะมันเป็นสิ่งที่ทุกสิ่งมีชีวิตจำเป็นต้องทำอยู่แล้ว แต่นั้นก็คือการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ดังนั้นการที่จะเอาอุดมการณ์มาอ้างเลยดูเป็นเรื่องที่ดูไม่ค่อยเกี่ยวกันในสายตาผมเสียมากกว่า ทั้งนี้ทั้งนั้นผมก็ยังเคารพหากใครจะมีอุดมการณ์ส่วนตัวในเรื่องใดๆ เพราะผมเองก็มีอยู่ไม่น้อยเช่นเดียวกัน

ประการที่สอง ผมเองรู้สึกว่าผมไม่มีบรรทัดฐานอะไรที่จะไปตัดสินว่าการที่คนๆ หนึ่งจะเกิดมาได้อำนาจเบ็ดเสร็จในขอบเขตหนึ่งนั้นเป็นเรื่องผิดอะไร ทุกวันนี้ผมเกิดมาก็บังเอิญได้รับสิทธิ์บางอย่างพร้อมๆ กับการอยู่ใต้การถูกควบคุมสิทธิ์อยู่แล้ว ผมอาจจะเกิดมามีบ้านเป็นของตัวเอง หรือเกิดมาเช่าบ้านเขาอยู่ ผมเลยรู้สึกว่ามันก็เป็นเรื่องปกติที่ใครบางคนจะได้ถือครองอะไรบางอย่างมาแบบไม่ยุติธรรมอยู่แล้ว ผมเลยนึกไม่ออกว่าถ้าผมบังเอิญมีสิทธิ์ในการถือครองที่ดินส่วนหนึ่งและกำหนดชะตาชีวิตของต้นไม้ หรือไปไล่หมาแมวที่อยู่ในพื้นที่นั้นได้ ทำไมการที่คนๆ นึงที่บังเอิญมีสิทธิ์พิเศษบางอย่างในพื้นที่ส่วนหนึ่งที่เขาบังเอิญเกิดมาได้สิทธิ์นั้นจะเป็นสิ่งที่ผิด

เช่นเดียวกัน ผมเองก็ยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่ถ้าเราเป็นหมาเป็นแมวที่ถูกไล่ที่จะต่อสู้เพื่อเอาผลประโยชน์เราคืนมา เพียงแต่มันก็ต่างกันอยู่มากกับการที่เราจะไปตัดสินว่าการที่คนๆ นั้นบังเอิญมีสิทธิ์ดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผิด และทำเป็นอ้างนู้นอ้างนี่ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเราก็กำลังสู้เพื่อตัวเองเท่านั้น

ประการสุดท้าย ผมคงต้องอ้างถึงประโยคเด็ดของ Peter Parker ในเรื่อง Spiderman ว่า “With great power comes with great responsibility. This is my gift, my curse.” เรื่องนึงที่ผมคงปฏิเสธไม่ได้ว่าผมเองเกิดมาอย่าง privileged มีกินมีใช้เหนือกว่าคนอื่นอยู่พอสมควร ยิ่งในระหว่างนั้นผมมีโอกาสได้ทำงานในจุดที่มีอำนาจบางอย่างได้โตกว่าตัวผมเองในความเป็นจริงอยู่มาก สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมเรียนรู้ในช่วงเวลาที่ผ่านมาคือ การที่เรามีเงินและอำนาจเหนือกว่าผู้อื่นนั้น ทำให้เราเองควบคุมชีวิตเราได้ยากขึ้นเท่านั้น อย่างหนึ่งคือคนอาจคิดไปว่าเรามีมากกว่าคนอื่น เราน่าจะสบายหรือได้อะไรถูกจิตถูกใจกว่าคนอื่น แต่จริงๆ แล้วการที่ผมมีอำนาจอยู่มาก ผมก็มีภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้นตามไปด้วย และหลายๆ ครั้งหลายๆ สิ่งรอบตัวมันก็ไม่ได้ถูกจิตถูกใจอย่างที่คนอื่นคิด แต่บางทีเพราะจุดที่เราอยู่เราพูดอะไรไม่ได้ คนก็คิดไปว่าเราไม่ได้มีปัญหาอะไร พอใจ หรือเห็นด้วยกับสิ่งนั้นๆ

นอกจากนี้แล้ว คนก็จะตีตราหาค่าและสรุปตัวตนของเราจากสิ่งที่เรามี โดยอาจไม่ได้เข้าใจจริงๆ ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไรก็ได้ เช่นอาจจะคิดไปว่าผมเองได้ผลประโยชน์มหาศาลจากการมีอยู่ของคิวบิกครีเอทีฟ เพราะไม่เข้าใจว่าผมมีเงินมาจากไหน หรือถูกตีตราไปว่าผมต้องอยู่คนละฝั่งกับ KUSAC ทั้งๆ ที่ผมเคยมีปัญหาในระดับส่วนตัวแค่กับบุคคลบางคนเท่านั้น แต่ที่เหลือกลายเป็นเรื่องที่ตามมาจากตำแหน่งหน้าที่ หรืออำนาจของผมทั้งๆ ที่ตัวผมเองไม่ได้คิดอย่างนั้นเลย

ผมเลยคิดว่าเรื่องหนึ่งที่สำคัญ คือการแยกแยะระหว่างตัวคน กับตำแหน่งหน้าที่และระบบที่มีอยู่ เราอาจไม่เห็นด้วยกับบทบาทหน้าที่ของตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งได้ด้วยเหตุด้วยผล แต่การที่เราจะชิงชังตัวคนนั้นๆ เพราะเขาบังเอิญอยู่ในตำแหน่งที่เราไม่เห็นด้วยอาจเป็นคนละเรื่องกัน ทุกวันนี้ผมเองก็ยังคาดหวังว่าเมื่อไหร่น้องๆ KUSAC ที่ไม่พอใจอะไร KUSAC จะเลิกมาบ่นกับผมด้วยความที่อนุมานไปเองว่าผมจะเป็นคนละพวกกับ KUSAC เสียสักที ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วผมโคตรที่จะเข้าข้าง KUSAC เสียด้วยซ้ำ หรือเลิกเกลียดผมเพราะไม่ชอบไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คิวบิกครีเอทีฟทำ เพราะตัวผมจริงๆ กับตัวผมในฐานะของคนในคิวบิกครีเอทีฟ เป็นคนละคนกัน

ผมเลยมองเห็นว่าการต่อสู้ในเรื่องนี้ด้วยความรักตัวเองหรือพวกพ้อง มันแตกต่างกับการต่อสู้ด้วยความรู้สึกเกลียดชังตัวบุคคลหรือสถาบัน และมันก็ให้คุณค่าที่ต่างกันเสียมาก

ทุกวันนี้ คนรอบตัวผมก็มีคนที่ต่อสู้ในเรื่องเหล่านี้อยู่พอสมควร หลายๆ คนผมก็เห็นว่าเป็นคนที่ต่อสู้ด้วยเหตุผลและตรรกะที่น่าชื่นชม (เช่น @chayanin) ในขณะที่หลายๆ คน ผมก็กลับรู้สึกว่าพวกเขากำลังต่อสู้โดยใช้ความชิงชังเป็นที่ตั้ง

จนผมอดคิดไม่ได้ว่า ความชิงชังนี้หรือเปล่าที่เปลี่ยนพวกเขาที่แสนสดใสสนุกสนานคนเดิมที่ผมรู้จัก กลายเป็นอีกคนที่ผมหวาดกลัวไปได้

Half-Life

ในคืนวันที่ 24 ธันวาคม 2552 เมื่อผมนัดเดทกับคนๆ หนึ่งเพื่อมาทานข้าวกลางวันด้วยกันในวันรุ่งขึ้นที่สยาม หลังจากที่พูดคุยกันผ่านโปรแกรมจับคู่เดทบน iPhone กันได้อยู่สักพัก โดยสิ่งที่ผมรู้ตอนนั้นมีเพียงว่าเขาเป็นหมอ ทำงานอยู่ที่อเมริกา และกลับมาเยี่ยมเมืองไทยช่วงปีใหม่นี้

และนี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด

เมื่อวันคริสต์มาส ผมอาบน้ำแต่งตัวออกจากบ้านไปตามเวลาที่นัดหมาย เมื่อถึงสถานีสยาม ผมโทรหาเบอร์โทรศัพท์ที่ได้รับไว้ ก่อนที่จะโทรไปยังเบอร์นั้น และได้ยินเสียงของเขาเป็นครั้งแรกผ่านเครื่องตอบรับอัตโนมัติ โดยไม่กี่อึดใจถัดมา เขาโทรกลับหาผม และบอกว่าอยู่ที่ทางออกหมายเลข 4

ผมรีบมุ่งหน้าไปยังทางออกหมายเลข 4 และหลังจากที่ผมแตะบัตร BTS ออกมาแล้ว ผมก็ได้พบกับคนๆ หนึ่ง คนที่เข้ามาทำให้ผมได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างอย่างที่ผมไม่เคยคิดว่าจะได้รับรู้มาก่อน

ในตอนแรก เขาบอกว่าเขาอยากกินส้มตำนัว แต่หลังจากที่เดินไปสำรวจแล้วก็พบว่ามีคนต่อคิวเยอะมาก จนสุดท้ายเราจึงมาจบที่ร้าน Oldies Cafe ที่สยามเซ็นเตอร์ เรามีโอกาสได้พูดคุยและรู้จักกันมากขึ้นระหว่างที่กินข้าว ยิ่งผมได้ฟังเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตของเขา ผมทึ่งและประทับใจกับทัศนคติ ความคิด และสติปัญญาของเขา ต้องยอมรับว่าเขาเป็นคนที่ฉลาดมาก ฉลาดจนผม intimidate รู้สึกถูกกดดันว่าตัวเองนั้นช่างโง่เหลือเกิน ในตอนนั้นผมยอมรับว่าออกจะหงุดหงิดรำคาญการพูดการจาบางอย่างของเขาเสียด้วยซ้ำ แต่ความประทับใจในสิ่งที่อยู่ในหัวของเขาดูจะกลบความรู้สึกนี้ไปเสียหมด (ผมมาทราบทีหลังว่า ความหงุดหงิดรำคาญของผมแสดงออกมา จนเขาเองไม่รู้สึกประทับใจการสนทนานั้น และอยากรีบๆ กลับตอนนั้นเสียด้วยซ้ำ)

หลังจากนั้นเราก็ไปดูหนังจีนเรื่อง Storm Warriors 2 กันต่อ ซึ่งในด้านของผมก็คงเพื่อยืดเวลาที่จะอยู่ต่อ ในขณะที่ทางฝั่งเขาที่มองว่าเป็นการฆ่าเวลาจะได้ไม่ต้องคุยกันเพราะรำคาญ ทุกวันนี้เวลาผมนึกไปก็อดที่จะขำไม่ได้ หลังจากที่ดูหนังเสร็จ และนั่ง Starbucks สักพัก ทางผมเองก็ถึงเวลานัดหมายกับกลุ่มพวกน้องๆ คิวบิกที่เซนทรัลเวิล์ด ตอนนั้นเองที่ผมตัดสินใจรวบรวมความกล้า และถามไปว่าหลังจากที่ผมเสร็จจากที่เซนทรัลเวิล์ดแล้ว จะมาเจอกันอีกดีไหม จนทุกวันนี้เองก็ยังเป็นปริศนาของผมว่า เขาตอบตกลงทำไมวะ? (ก็รำคาญกูไม่ใช่หรอไงมึง?)

สุดท้ายคืนนั้นเราก็ได้ดูหนังอีกเรื่อง นั่นคือ October Sonata โดยหลังจากที่ดูหนังเสร็จ เราก็ใช้เวลาทั้งคืนที่เหลือในการพูดคุย (สาบานว่าพูดคุยอย่างเดียวจริงๆ ไม่มีอย่างอื่น สำหรับคนที่คิดไปไกล) ถึงเรื่องราวของแต่ละคน ผมเองก็ได้พาเขาไปดูไซต์ก่อสร้าง PlayCube และเล่าถึงคิวบิกฯ (ซึ่งมารู้ทีหลังว่า เป็นอะไรที่เขาออกจะประทับใจมาก) มีการคุยกันเล่นๆ ว่าคืนนี้น่าจะขับรถไปต่างจังหวัดใกล้ๆ อย่างบางแสน และจากการพูดคุยในคืนนั้นเองก็ทำให้ผมรู้ว่า เขาเองมีนัดที่จะไปหัวหินกับเชียงใหม่ ไหนจะต้องเคลียร์อะไรๆ หลายๆ อย่าง จนเราสองคนน่าจะไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกก่อนที่เขาจะกลับไปที่อเมริกา

เขาขับรถมาส่งผมที่บ้านตอนรุ่งเช้า ผมเข้าบ้านและสั่งอาหารเช้าแมกโดนัลด์มากิน ก่อนที่จะเข้านอน พร้อมกับตัดสินใจที่จะทิ้งคืนที่ผ่านมาไว้เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ในจิตใจที่งดงาม โดยในวันนั้นหลังจากที่ผมตื่น เราก็มีการพูดคุยกันผ่านโปรแกรมบน iPhone บ้างประปราย

จนกระทั่ง…

ในเย็นนั้นเอง โทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้นพร้อมกับรูปเขาที่หน้าจอ ผมกดรับ

“สวัสดีครับ?”
“ยังอยากไปเที่ยวบางแสนอยู่ไหมครับ?”

ปฏิกิริยาของผมในตอนนั้น ทั้งตอนคุยโทรศัพท์ และหลังจากวางไปแล้ว คงไม่ต่างจากเหมยลี่ตอนที่คุณลุงชวนไปเที่ยวสงกรานต์ ถ้าใครนึกภาพไม่ออก คลิก

เขาขับรถพาผมไปเที่ยวบางแสน พักที่รีสอร์ทกำนันเป๊าะหนึ่งคืน บทสนทนาหนึ่งในคืนนั้นคือ

“อยากให้ผมเรียกเนี่ย (ทำมือชี้ไปที่เขา) ว่ายังไง มีทั้งชื่อ XXX ทั้งชื่อ YYY”
“อยากเรียกผมยังไงก็เรียกไปเถอะครับ”
“งั้นผมเรียกว่าเนี่ยแล้วกัน”

หลังจากนั้น ผมจึงเรียกเขาว่า “เนี่ย” มาโดยตลอด นึกแล้วก็ตลกดี วันรุ่งขึ้นเราก็เดินเล่นนอนเล่นอยู่ที่บางแสนสักพัก แวะเที่ยววัดจีน กินอาหารทะเล ก่อนที่จะเดินทางกลับในช่วงเย็น โดยที่ต่างรู้ดีว่า อาจจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว

ระหว่างทางที่ขับรถกลับ ผมก็ถามเขาเล่นๆ ว่าชอบผมที่ตรงไหน หลังจากที่เขาตอบผมมาสองสามข้อ เขาก็ถามผมกลับด้วยคำถามเดียวกัน ตอนนั้นผมก็ค่อยๆ นึกเรื่องราวที่ผ่านมา และก็ค่อยๆ ตอบมาทีละข้อ

จากทีแรกที่ผมก็คิดว่ามันจะมีแค่สองสามข้ออย่างที่เขาตอบ แต่พอยิ่งนึก มันก็ยิ่งมีคำตอบโผล่ออกมาให้ผมพูดได้เรื่อยๆ จนเมื่อถึงจุดหนึ่งที่ผมฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ทำไมกันนะ ทั้งๆ ที่ผมโชคดีที่ได้เจอคนที่แสนวิเศษแบบนี้ แบบที่ผมไม่เคยได้มีโอกาสเจอมาก่อน เวลาจะต้องแสนสั้นแบบนี้ด้วย

ผมร้องไห้…

เขาหยุดรถที่ข้างทางมอเตอร์เวย์ ปลอบผมจนสงบ ก่อนที่จะถึงจุดแวะพัก และวิ่งลงไปซื้อชานมอย่างที่ผมชอบจาก Starbucks มาให้ผม

สุดท้าย แทนที่เราจะแยกย้ายไปในคืนนั้น เราตัดสินใจใช้เวลาด้วยกันอีกหนึ่งคืน ก่อนที่จะแยกย้ายไปในตอนเช้า และหลังจากนั้น เราก็แทบจะใช้เวลาเท่าที่มี (ส่วนใหญ่เป็นกลางคืน) เพื่อที่จะพยายามอยู่ด้วยกันให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จนเขาเองถึงกับยกเลิกที่จะไปเชียงใหม่

จนถึงเช้าวันที่ 2 มกราคม 2553 ซึ่งเป็นกำหนดเดินทางของเขา เรานั่งแท็กซี่ไปที่สุวรรณภูมิ ในช่วงเวลาเงียบๆ นั้น ผมอดที่จะคิดทบทวนถึงเรื่องที่ผ่านมา รวมถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดในอนาคตไม่ได้ เมื่อถึงสนามบิน โชคร้ายที่ไฟลท์ของเขานั้นดีเลย์ จนอาจจะทำให้ไม่สามารถต่อเครื่องที่ฮ่องกงทัน เขาจึงจำเป็นต้องรีบไปอีกไฟลท์หนึ่ง ทำให้เวลาที่เราเหลืออยู่อีกสักเกือบชั่วโมงนั้น หายไปในพริบตา

ผมนั่งแท็กซี่กลับคนเดียว…

หลังจากนั้น เราก็ติดต่อกันเรื่อยมา ทั้งส่งเมสเสจ เฟซบุ๊ก และ Skype ซึ่งตอนนั้นเองที่เขาได้บอกความจริงกับผมบางอย่าง และทำให้ผมเพิ่งค้นพบว่า เขามีอายุมากกว่าผมถึง 19 ปี (ยอมรับว่าเป็นคนที่ไม่มีเซนส์ในการดูหน้าและกะอายุเอาเสียเลยจริงๆ เลยเรา) แต่ผมเองก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับประเด็นนี้นะครับเอาเข้าจริงๆ แล้ว

จนสุดท้าย แม้ว่าเราสองคนจะรู้ดีว่าทุกอย่างมันคงจะไม่เวิค แต่เราก็ยังพยายามฝืน จนทำให้ผมไปอเมริกาเป็นเวลา 1 เดือนในช่วงปลายฤดูหนาว ซึ่งถึงอากาศจะหนาวสุดใจ แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่แสนอบอุ่น ผมไม่รู้หรอกนะครับว่าคนที่อ่านนี้จะมีใครมีประสบการณ์ไหม แต่มันไม่มีอะไรที่เรารู้สึกดีไปกว่าการที่เราตื่นขึ้นมาและพบว่ามีคนกอดเราอยู่ข้างๆ

แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ใช่ว่ามันไม่มีปัญหาอะไรเลยนะครับ ในสภาพที่ผมอยู่ๆ ไปอยู่แปลกที่ ผมมีเขาเป็นคนรู้จักอยู่คนเดียว (กับเพื่อนที่เรียนอยู่ 5 – 6 เมืองถัดไป ซึ่งก็ไม่ได้จะเจอกันได้บ่อยๆ) กอรปกับสภาพเมืองที่ต้องขับรถ ผมก็ขับรถไม่เป็น ไม่รู้เรื่องวัฒนธรรมอะไรหลายๆ อย่างในการดำรงชีวิตในสังคม ทำให้การใช้ชีวิตของผมออกจะ depend ขึ้นกับเขาไปมากเสียหน่อย ซึ่งถ้าพูดกันตามตรงมันก็คงน่ารำคาญสำหรับคนอย่างเขาไม่น้อย

และสำหรับคนที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน พูดคุยกันผ่านเทคโนโลยีต่างๆ ตลอด การมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันจริงๆ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างรวดเร็วเกินไป จึงทำให้มีการกระทบกระทั่ง หรือการสร้างความอึดอัดให้กันและกันเป็นระยะๆ

อายุเองก็เป็นอุปสรรค บางเรื่องที่คนยุคผมอาจทำเป็นเรื่องปกติอย่างหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาทวีทนู่นทวีทนี่ หรือเขียนบล็อกตีแผ่ชีวิตตัวเองแบบเอ็นทรี่นี้ก็อาจจะเป็นเรื่องขัดหูขัดตาของเขา และถึงผมจะไม่รู้สึกอะไรเพราะเป็นฝ่ายอายุน้อยกว่า แต่สำหรับคนอายุมากกว่า การเดินไปไหนมาไหนด้วยกันกับคนอายุน้อยกว่ามากๆ ในที่สาธารณะก็คงรู้สึกแปลกๆ อยู่บ้าง

ถึงกระนั้น หลังจากที่ผมกลับมา เราก็ยังคงติดต่อกันอยู่เรื่อยๆ จนถึงกลางปีที่ได้ไปเที่ยวมัลดีฟเกาะเสม็ดด้วยกัน และผมไปอเมริกาอีกครั้งในช่วงฤดูร้อนของอเมริกา จนถึงวันสุดท้ายก่อนเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้น ผมอดที่จะร้องไห้เสียใจกับการเล่นตลกของโชคชะตานี้ไม่ได้ แต่เอาเข้าจริงๆ ผมร้องไห้นี่ออกจะเป็นเรื่องปกติ

แต่คืนนั้นเอง เมื่อผมเดินขึ้นมาบนห้องนอนเพื่อเตรียมตัวเข้านอนตามปกติ ผมเจอเขาในสภาพตาแดงๆ นี่ออกจะเป็นภาพที่แปลกตาสำหรับผม และคงสำหรับเขาเองซึ่งเป็นคนที่เข้มแข็งกว่าผมนัก

ผมใจสลาย…

ถ้าถามผม ผมเองรู้สึกพอใจกับสภาพต่างๆ ในความสัมพันธ์นี้อยู่ไม่น้อย สำหรับผม สิ่งที่ผมอาจจะเพียงต้องการคงเป็นความรู้สึกที่เรารู้ว่ามีคนที่เรารู้สึกดีด้วยจริงๆ นั้นห่วงใยเรา ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหน เขาจะทำอะไรอยู่ แค่การแสดงออกเล็กๆ อย่างข้อความหรือโทรศัพท์สั้นๆ ก็ทำให้ผมมีความสุขได้ไม่น้อย การได้อยู่ด้วยกันเป็นระยะๆ เป็นสิ่งที่ผมรับได้

แต่สำหรับตัวเขาเอง นี่อาจไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ กับคนที่เคยมีความสัมพันธ์กินอยู่กับคนอื่นเป็นสิบๆ ปีก่อนหน้านี้ เขาคงต้องการคนที่อยู่กับเขา ใช้ชีวิตอยู่กับเขา และปราศจากเรื่องจุกจิกกวนใจอย่างอายุ หรือการต้องคอยดูแลนู้นนี่ และการต้องเห็นผมหายไปจากบ้านของเขาอยู่บ่อยๆ คงทำร้ายจิตใจของเขาพอดู

หลังจากนั้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วงจนถึงปีใหม่ที่ผมป่วย ผมเองยังสองจิตสองใจในเรื่องนี้อยู่เสมอ ใจหนึ่งที่ยังคงหวังให้ความสัมพันธ์นี้ดำเนินต่อไป กับอีกใจหนึ่งที่อยากจะให้จบลง

ในช่วงเวลาดังกล่าว ผมพยายามจะเดทกับคนนู้นคนนี้มากมายแทบตาย โดยในใจหวังลึกๆ ว่าจะเจอใครที่ทำให้ผมลืมเรื่องราวเหล่านี้ได้

แต่ผมก็ได้เรียนรู้ว่า ยิ่งผมเจอผู้คนมากมายเท่าไร ยิ่งทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า ผมโชคดีแค่ไหนที่ได้เจอเขา

ปีใหม่ที่ผ่านมาที่ผมป่วย เขาเดินทางกลับมาเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง แต่ถึงกระนั้นเราก็ไม่มีโอกาสได้เจอกัน หากพูดกันตามตรง ผมเองก็รู้สึกเหมือนเขาเลี่ยงที่จะไม่เจอผม แต่ไม่ว่ามันจะเป็นเพราะเขาอยากจะตัดใจจากผมให้ได้ หรือเขามีใครคนใหม่ นั่นก็คงไม่ใช่กงการอะไรของผม ผมควรจะดีใจด้วยซ้ำ ที่อย่างน้อย เขาก็ลืมได้แล้ว

และจนถึงเวลานี้ ที่มีหลายๆ อย่างในชีวิตผมที่เปลี่ยนไป ยิ่งตอกย้ำให้ผมรู้ว่า ผมเองไม่มีวันที่จะเป็นคนที่เขาต้องการได้

สิ่งที่ผมต้องการที่สุด คือการได้เห็นเขา พบเจอกับสิ่งที่ทำให้เขามีความสุขจริงๆ ซึ่งสำหรับคนที่เพียบพร้อมอย่างเขา มันคงไม่ได้ยากเย็นเกินไปนัก

ถ้าการสานต่อความสัมพันธ์นี้ จะนำไปสู่แววตาของเขาในคืนนั้นอีกครั้ง ผมคงทนไม่ได้

เพราะฉะนั้นบางที…อาจจะถึงเวลาแล้วจริงๆ…

อย่างน้อย ผมก็ได้รู้จักกับคนๆ หนึ่ง ที่เราคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันต่อไป และหวังว่าจะตลอดไป

และถ้าผมต้องใช้เวลาครึ่งชีวิตของผมที่จะโชคดีได้เจอเขา ผมก็หวังว่า อีกครึ่งชีวิตที่เหลืออยู่นี้ ผมจะยังโชคดีได้อีกบ้าง ความหวัง ทำให้คนเราก้าวเดินได้เสมอ ผมเองถือว่าการเขียนบล็อกนี้ คือการส่งผ่านเรื่องราวให้กลายเป็นอดีต และผมเองก็พร้อมที่จะ move on ดำเนินชีวิตต่อไป

 

อาจเป็นแค่เพราะ 10,000 ไมล์กับ 19 ปีมันมากเกินไป ต่อให้พยายามกันแค่ไหน มันก็คงไม่พอ…

 

บางวันผมก็แอบน้อยใจกับโชคชะตานะครับ ทั้งๆ ที่ผมเองคิดว่าพยายามใช้ชีวิตมาเพื่อคนอื่นเสมอ ผมทุ่มเทหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อความฝันที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆ อย่าง แต่ทำไมโชคชะตาก็ยังจะกลั่นแกล้งผมนัก

จะมีไหมสักวัน ที่ผมจะสามารถทำฝันให้เป็นจริงได้ โดยไม่ต้องทำร้ายใครเลย

และจะมีไหม ที่ผมจะมีความสุขอย่างที่ใฝ่ฝัน โดยไม่ทำให้ใครต้องเจ็บปวด

อย่างน้อย ผมก็พยายามเฝ้าบอกว่าผมเองก็โชคดีแค่ไหน ที่เกิดมาพร้อม และมีครอบครัวที่ดีขนาดนี้…

 

 

และถึงเราจะเดทกันมาเกือบปี แต่คงเป็นเพราะเราเดทกันแบบอเมริกันหน่อยๆ ที่การใช้คำว่ารักดูจะเป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่ง เราเองไม่เคยได้พูดคำนี้กันสักครั้งไม่ว่าฝ่ายไหน ซึ่งอาจจะขัดกับสไตล์ไทยๆ เสียหน่อย

และในโอกาสนี้เอง ถึงจะเป็นข้อความไทยๆ ในภาษาอังกฤษข้างเดียว ผมก็อยากจะบอกว่า

I love you krub. 🙂