KUL/HAN Trip 2016 – Day 3

KUL/HAN Trip 2016 – Day 3

มาถึงวันที่สามกันแล้ว วันนี้เริ่มต้นวัน เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างพลางคิดว่าจะกินอะไรดี ในทันใดนั้น… Continue reading “KUL/HAN Trip 2016 – Day 3”

Advertisements

ไม่เคยทิปใครเท่าเธอ

วันนี้ไปกินเสต็กร้าน Outback ที่ Siam Discovery มาครับ คือรู้ว่ามันมีร้านอยู่นี่มานานแล้วล่ะ แต่ก็ไม่เคยได้ลองไปทานสักที วันนี้ไปจบเควสท์ที่ Siam Discovery เลยคิดว่าลองทานดูเลยแล้วกัน

คือจริงๆ ก็แอบเดาไว้หน่อยแล้วว่า ราคามันคงไม่ถูกเท่าไหร่ แต่เอาเข้าจริงๆ มันแพงกว่าที่คิดอีกครับ! กินซี่โครงแบบ Half (จะว่าไปใครแม่งกิน Full หมดวะ) ก็ 449 บาท ซุป of the day ประจำวันอีก 89 บาท รวมน้ำไปๆ มาๆ ก็ 600 กว่าบาทพอดี

อาหารเนี่ย ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเลิศเลออะไรเป็นพิเศษนะครับ ก็รู้สึกปกติๆ สำหรับอาหารแนวๆ นี้ แต่ที่แอบประทับใจนิดนึงก็คือ ร้านนี้ใช้วิธีการหลายๆ อย่างเหมือนที่อเมริกามาก อย่างเช่นขนมปังฟรี และที่แปลกหูแปลกตาในไทยเป็นพิเศษคือการที่เราจะมี waiter พนักงานประจำโต๊ะเรา (เผื่อใครไม่เก็ต ปกติที่นู้นถ้าเป็นร้านอาหารแบบเสิร์ฟที่โต๊ะ เค้าจะแบ่งกันชัดเจนเลยว่าพนักงานคนไหนดูแลโต๊ะไหน เพราะงั้นตลอดเวลาที่เราทานที่ร้านมื้อนั้น ก็จะเป็นพนักงานคนเดิมที่มาทำนู้นทำนี่ หรือบางครั้งถ้าเราขออะไรเป็นพิเศษแล้วเรียกพนักงานคนอื่น แทนที่พนักงานคนนั้นจะทำให้เลย เค้าก็จะตอบเราแบบสุภาพๆ ว่าเดี๋ยวจะไปตามพนักงานของโต๊ะนี้มาให้แทนอะไรแบบนี้ ซึ่งก็จะสอดคล้องกับวัฒนธรรมที่ต้องให้ทิปกับคนที่ดูแลเราเป็นคนๆ ไปเลย ไม่ได้แชร์ทิปกันทั้งร้านอะไรแบบนี้)

ทีนี้ตอนสั่งอาหารเนี่ย เราก็แอบเหลือบไปเห็นที่เมนูแล้วว่าราคายังไม่รวม VAT แต่ไม่คิด Service Charge ก็เลยแว้บๆ ขึ้นมาว่า เอ แบบนี้เราต้องทิปไหมเนี่ย ซึ่งจริงๆ ถ้าเป็นร้านอื่นปกติในไทยต่อให้ไม่มี Service Charge ผมก็ไม่เคยทิปนะครับ (อย่าง MK หรือ Yayoi) แต่พอร้านนี้แม่งมาแนวเมืองนอกมากๆ เราก็เริ่มไม่แน่ใจ

ทีนี้พอมาถึงตอนคิดเงิน ก็จ่ายด้วยบัตรเครดิตไป แล้วกะว่าจะทิปด้วยเงินสดอีกที ปรากฎว่าเจอสลิปบัตรเครดิตแบบที่มีช่องให้ใส่ทิป (เจอเป็นครั้งที่สองในประเทศไทย) เอาแล้วกู ไงดี ทีแรกกะทิป 20 บาท แต่ตายละ มันจะน่าเกลียดไปไหมนะ

สุดท้าย เอาวะ ไหนๆ ก็จัดบรรยากาศมาได้ซะอเมริกันขนาดนี้แล้ว สุดท้ายเลยทิปไป 15% หรือก็คือ 90 บาท (อยากรู้เหมือนกันว่าตอนมันชาร์จเข้ามาใน statement ใบแจ้งหนี้บัตรเครดิตนี้จะเขียนแยกหรือรวมไปเลย)

เลยกลายเป็นการทิปในไทยที่แพงที่สุดเท่าที่เคยทิปมา (และคงจะไม่ใจป้ำเท่านี้อีกแล้ว ฮา…)

Money Money

วันนี้จะมาโพสท์เรื่องเงินๆ ทองๆ บ้างครับ

ตอนสมัยเรียน ผมจำได้ว่าลิ้งค์เคยพูดว่า “คบกับคนที่มาฐานะเท่าๆ กันน่ะแหละสบายใจสุดแล้ว” ถึงตอนนั้นผมจะเข้าใจว่าลิ้งค์จะสื่อถึงการคบเป็นแฟนกัน แต่ก็ยังเห็นด้วยกับสถานการณ์ทั่วๆ ไป แม้ว่าจะยังไม่เคยประสบปัญหาอะไรในลักษณะดังกล่าวก็ตาม

หลายปีให้หลัง ผมเริ่มจะรู้สึกเสียแล้วสิ

ประเด็นก็คือในช่วงปีกว่าๆ มานี้ ผมมีโอกาสได้อยู่กับคนที่ทั้งมีฐานะสูงกว่าเราพอสมควร กับคนที่อาจพูดได้ว่าไม่ได้มีสภาพคล่องเท่ากับผมเท่าไหร่นัก (พยายามจะหาคำพูดที่ไม่ offense กระทบ แต่ไม่แน่ใจว่าหาได้ดีกว่านี้มั้ย) ก็ต้องพูดตามตรงว่า มีเรื่องชวนอึดอัดใจอยู่พอสมควรครับ

ในด้านหนึ่งถ้าเราเป็นคนที่มีกำลังจ่ายน้อยกว่า เวลาไปไหนมาไหนด้วย เราก็จะรู้สึกเกรงใจถ้าเราจะไม่สามารถกินหรือใช้อะไรที่มันสมฐานะหรือเป็นระดับที่อีกฝ่ายคุ้นเคยได้ (เพราะเราจ่ายไม่ไหว) ในขณะเดียวกัน จะให้อีกฝ่ายจ่ายให้ก็รู้สึกกระอักกระอ่วนพอสมควร

ในทางกลับกัน พอเราไปอยู่กับคนที่อาจจะใช้สอยน้อยกว่าเรา หลายๆ ครั้งที่เราอาจจะอยากกินอะไรอยากใช้อะไรที่มันหรูหราสักหน่อยก็จะรู้สึกอึดอัดกระวนกระวาย ว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกอะไรหรือเปล่าที่เรากินอะไรใช้อะไรหรูกว่าเขา จะหาว่าเราเป็นพวกอวดรวยมั้ย? อย่างเช่นอาจจะสั่งอาหารสั่งน้ำอะไรที่มันแพงหน่อย หรือจะดูหนังแถวบน ฯลฯ ครั้นจะแบ่งให้ หรือออกเงินให้ก็กลัวว่าจะเป็นการ offense ดูถูกหรือเปล่า สรุปก็คืออึดอัดไปหมด

ถ้าให้พูดตามตรง ก็เลยต้องบอกเลยครับว่าถ้าเวลาจะไปเที่ยวไหนมาไหน ก็อยากจะไปกับคนที่มีกำลังจ่ายพอๆ กับเรา ไม่มากกว่าหรือน้อยกว่าเกินไปนัก เพราะก็ทำให้เราไม่ต้องคิดมาก บวกกับได้ซื้อได้ใช้ของในระดับที่เราพอใจพอดี

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ผมจะคบกับคนที่ฐานะทางการเงินไม่เท่ากันไม่ได้หรอกนะครับ เพียงแต่ให้พูดตามตรง ถ้าไม่ใช่ว่าสนิทหรือรู้ใจกันมากๆ ถึงระดับหนึ่งแล้ว มันก็คงจะกระอักกระอ่วนอยู่พอสมควร ถ้าสนิทกันจริงๆ เราก็คงไม่ต้องกลัวว่าอีกฝ่ายจะคิดอะไร และก็คงพูดอะไรได้อย่างตรงไปตรงมา

พูดถึงเรื่องเงินๆ อีกอย่างทุกวันนี้ก็รู้สึกทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน ว่าจะต้องแสดงออกถึงฐานะของตัวเองมากแค่ไหนถึงจะพอดี (ตั้งแต่มีปัญหาเรื่องคิวบิกฯ) เมื่อก่อนพยายามทำตัว low-profile เงียบๆ เจียมๆ ก็ชวนให้คนสงสัยว่าเอาเงินมาจากไหน พอพยายามแสดงฐานะตัวเองหลังๆ มานี่ก็เริ่มรู้สึกไม่ชอบเวลาถูกประชดประชันเรื่องเงินๆ ทองๆ สักเท่าไหร่ (แต่จริงๆ อาจจะต้องทำใจเพราะอย่างไรก็คงมีเรื่องให้โดนด่าอยู่ดี)

ปล. ถึงจะนอกเรื่อง แต่ก็ยังยืนยันจุดยืนเล็กๆ ของตัวเองว่าไม่มีเงินจ่ายซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์ ไม่ใช่ข้ออ้างในการละเมิดลิขสิทธิ์ แต่ทุกวันนี้ก็เซ็งที่เวลาเถียงอะไรทำนองนี้แล้วจะถูกแดกดันกลับว่าเพราะเรามีปัญญาจะจ่ายเลยไม่เข้าใจคนไม่มีเงินจะจ่าย เฮ้อ… (แต่ปากดีไปเรา ทุกวันนี้อัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ก็ยังไม่ลงถึง 0% ดี ฮา…)