JP/US 2014 – Day 13

วันนี้ก็เป็นการเริ่มต้นการขับรถเที่ยวอย่างเป็นทางการเสียที ในตอนเช้าก็เริ่มจากการไปรับรถที่จองไว้กับ Hertz โดยคราวนี้เราเลือกไปรับรถที่เคาน์เตอร์ Hertz ในโรงแรม Westin คราวนี้เลยได้รับการบริการระดับ 5 ดาว ใช้เวลาไม่นาน เราก็ได้ Prius ที่มีพวงมาลัยอยู่ด้านซ้ายและ DRL มาขับ เหตุผลที่เลือก Prius ไม่มีอะไรมากกว่าแค่ว่าเพื่อความปลอดภัยของตัวเองเพราะคิดว่าน่าจะเป็นรถที่ถนัดอยู่แล้ว แลกกับพี่แพงกว่า Ford Focus อยู่พอสมควรเหมือนกัน

IMG_7945

 

หลังจากนั้นก็เริ่มออกเดินทางเพื่อไป South Lake Tahoe มีการคุยๆ ว่าจะแวะไปหาปวีรา แต่เนื่องจากนางเป็นชะนี เลยไม่ไป คิดว่าเอาเวลาไปหาไปหาถั่วหลากสีแทนที่โรงงาน Jelly Belly อันเป็นที่รักของกฤษษี่แทนดีกว่า

IMG_7947

 

ที่โรงงานเค้าจะก็มีทัวร์ให้ดูประวัติความเป็นมาของทั้ง Jelly Beans และตัวบริษัท Jelly Belly เอง ขั้นตอนการผลิตต่างๆ ไปจนถึงการบรรจุ พอดูแล้วก็แบบ อืม คนทั้งโลกมันกินหมดกันได้ไงวะเนี่ย น่าเสียดายที่เขาไม่อนุญาตให้เราถ่ายรูปข้างในได้ เลยมีให้ดูได้แค่ของแจกฟรีตอนออกมาแล้ว (ทัวร์ฟรี แถมมีแจก Jelly Belly ด้วย คุ้มสุดๆ)

IMG_7955

หลังจากนั้นเราก็มาแวะทานมื้อกลางวันที่ร้านแถวโรงงานที่ชื่อว่า Texas Roadhouse เป็นร้านสไตล์อเมริกันแบบมีถั่วลีสงให้กินไม่อั้นด้วย ที่แอบตลกคือเหมือนคนเค้ากินกันแล้วทิ้งที่พื้นเลยยังไงยังงั้น ทั้งร้านมีเปลือกถั่วลีสงเกลื่อนพื้นไปหมด ของผมก็สั่งเป็นซี่โครงหมูแบบครึ่ง กินกันบ้าไปเลย

IMG_7956

หลังจากนั้นก็ขับรถต่ออีกประมาณ 1-2 ชั่วโมงไปยัง South Lake Tahoe โดยมีเป้าหมายที่ Blue Jay Lodge เป็นโมเต็ลเล็กๆ ที่นั่น ระหว่างทางที่ขับจะต้องมีการผ่านโซนภูเขาโซนนึง จำได้ว่าตอนนั้นง่วงมาก น่ากลัวและหวาดเสียวสุดๆ แถมไอ้เราปกติขับช้าอยู่แล้ว พอง่วงก็ยิ่งขับช้าอีก แถมถนนบนภูเขาก็มีเลนเดียว เลยกลายเป็นนำพาเหรดยาวเยื้อย ต้องขออภัยผู้ร่วมทาง US-50 ทุกท่านในวันนี้ด้วยครับ

ส่วนค่ำๆ หลังจากที่ถึงโรงแรมแล้ว เนื่องจากเราค้นพบว่าโรงแรมมีไมโครเวฟให้ ก็มีการออกมาซื้อของกินที่ Safeway กลับไปเวฟกินเพื่อประหยัดเงิน ก็ถูกกว่าไปกินร้านได้อีกหน่อย (อย่างน้อยก็ไม่ต้องจ่ายทิป) ก็เป็นอันเสร็จสิ้นไปอีกวัน

หมายเหตุ: โพสท์นี้เป็นโพสท์ย้อนหลัง

Prior Prius

หลังจากที่ตัดสินใจอยู่สักพัก สุดท้ายผมก็ตัดสินใจซื้อ Prius ครับ (แม้ว่าจะขัดกับเสียงแนะนำของหลายๆ คน โดยเฉพาะเขาที่ชื่อกานต์!!! ก็ตาม)

จริงๆ กว่าจะตัดสินใจได้ก็คิดอยู่นานเหมือนกันนะครับ ถึงจะเคยมั่นหมายไว้ตั้งนานแล้วว่าถ้า Prius เข้าไทยเมื่อไหร่จะซื้อ แต่พอถึงตอนมันเข้ามาจริงๆ ตอนแรกก็กลัวๆ คำขู่ของเขาที่ชื่อกานต์!!! เกี่ยวกับเรื่องอะไหล่ กับอีกอย่างคือมันยังมีอะไรเพี้ยนๆ อย่างมีเบาะอุ่นไรงี้

แต่พอเป็นตัวปี 2012 หลายๆ อย่างก็ปรับไปจนดูโอเคมากขึ้นมาก เลยตัดสินใจเลือกอันนี้ ถึงแม้ว่าดูเผินๆ คนทั่วไปจะคิดว่าคนที่ซื้อรถไฮบริดส่วนใหญ่จะซื้อเพราะเรื่อง fuel efficiency อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันของรถ แต่จริงๆ เรื่องนี้กลับเป็นประเด็นรองของผมเสียมากกว่า ประเด็นหลักๆ ที่ชอบ Prius คือ…

  1. แบรนด์ ที่บ้านเป็น Toyota Family ครอบครัว Toyota รถกี่คันๆ ก็ Toyota มีแค่พี่สาวที่แหวกแนวใช้ Mazda คนแรก
  2. รูปลักษณ์ ถึงบางคนจะบอกว่ามันทรงประหลาดๆ แต่โดยส่วนตัวชอบนะ อันนี้คงเป็นรสนิยมส่วนตัว
  3. ขนาด โดยส่วนตัวเป็นคนชอบรถใหญ่อยู่แล้ว ดังนั้นถ้าเลือกได้จริงๆ ก็อยากได้รถขนาดกลางขึ้นไป อย่างตอนที่เลือกๆ รถที่เข้าข่ายข้อนี้ก็ Altis, Fortuner, Vigo แต่เพราะคิดว่าขับไม่เก่ง ตัวเลือกยักษ์ๆ เลยตกไป
  4. ไฮเทค อันนี้เรียกว่าจะเป็น deal-breaker ประเด็นสำคัญสุดเลยก็ว่าได้ ชอบรถที่หน้าปัดมีจออะไรเยอะๆ และเกลียดรถที่มีหน้าปัดเข็มมากๆ ชอบหน้าปัดที่เป็นดิจิตอลมากกว่า และที่ชอบมากๆ ของ Prius คือเกียร์ไฟฟ้า (ที่เป็นเหมือนสวิทช์ไว้ตบว่าจะวิ่งหน้าหรือถอยหลังอย่างเดียว) กับ Head-up Display ที่เป็นจอที่ฉายจากด้านล่างคอนโซลแล้วสะท้อนมาบนกระจกหน้ารถ ทำให้เห็นเลขความเร็วกับสถานะบางอย่างบนกระจกเลย ไม่ต้องกรอกตาลงมาข้างล่าง (เผื่อใครนึกไม่ออกลองดูรูป)
  5. ความปลอดภัย เนื่องจากรู้ตัวดีว่าไม่ได้ขับรถเก่งขนาดนั้น เลยอยากได้รถที่มีระบบความปลอดภัยเยอะๆ หน่อย ซึ่ง Prius ก็ถือว่ามีฟีเจอร์พวกนี้ค่อนข้างเยอะเมื่อเทียบกับรถราคาระดับใกล้เคียงกัน (ถุงลมมี 7 จุด เยอะกว่า Camry อีก)

ซึ่งหลังจากที่ได้ขับ Prius มาสองสามวัน ก็เริ่มพอจะเข้าใจว่ามันเป็นรถที่อยู่บนพื้นฐานความคิดที่ต่างจากรถธรรมดาไปเยอะเหมือนกัน และถึงจะใช้แบบไม่คิดอะไรได้ และมันก็คง just works ทำงานได้อย่างที่คนอยากให้เป็น แต่ถ้าจะให้ดี ต้องเปลี่ยนวิธีการคิดของการขับรถไปพอสมควร

เดิมทีผมเคยเข้าใจว่ารถไฮบริด แนวคิดหลักๆ มีแค่การพยายามรักษาพลังงานจากการเบรก แล้วเอามาใช้ช่วยในการขับเคลื่อนรถยนต์ ซึ่งเดิมก็ทำให้รู้สึกกังขาเหมือนกันว่าแล้วมันจะทำให้ใช้น้ำมันน้อยลงได้สักแค่ไหนเชียว แต่พอมาหาข้อมูลมากขึ้นจริงๆ พบว่าไอเดียหลักของการมีแบตเตอรีแรงดันสูงคือเพื่อมาใช้ในงานบางงานอย่างเครื่องปรับอากาศ เพื่อหาโอกาสให้เครื่องยนต์สามารถดับตัวเองได้ (ต่างจากรถปกติที่ยังไงก็ต้องติดเครื่องไว้เพื่อเปิดแอร์) และมอเตอร์ไฟฟ้าก็มีข้อใดเปรียบในช่วงออกตัวที่สามารถมี torque แรงบิดสูงๆ ได้ เลยทำให้ Prius ไม่จำเป็นต้องมีการทดเกียร์ (Prius ไม่มีคลัทช์ หรือกลไกในการเปลี่ยนเกียร์เลย) ซึ่งการออกตัวด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าจะช้ากว่ารถทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ถ้าต้องการออกตัวเร็วก็ต้องยอมเหยียบแรงๆ ให้เครื่องยนต์ติด

แต่ก็ไม่ใช้ว่าการทำงานแบบนี้จะไม่มีจุดอ่อนนะครับ เพราะมันไม่สามารถเปลี่ยนอัตราทดเกียร์ได้ ถ้าเกิดการออกตัวเกิดไม่มีไฟฟ้ามากพอที่จะขับมอเตอร์ไฟฟ้า ก็จะกลายเป็นว่าเครื่องยนต์ต้องติดแล้วปั่นรอบมากกว่าปกติเพื่อให้มีแรงพอออกไปได้ และเมื่อขับเร็วถึงจุดหนึ่งที่เครื่องยนต์น้ำมันมี efficiency ประสิทธิภาพดีกว่ามอเตอร์ไฟฟ้า เครื่องยนต์ก็จะต้องติดตลอดอยู่ดี ส่วนถ้าเป็นความเร็วกลางๆ แล้วมีไฟเหลือพอ เครื่องยนต์ก็จะดับแล้วก็ใช้ไฟฟ้าเลี้ยงความเร็วแทน

ส่วนแบตเตอรี่ ถึงตอนแรกจะแขยงๆ กับการที่มันเป็น NiMH เพราะเรารู้สึกว่ามันล้าสมัยแล้ว แต่พอมาขับจริงๆ ก็เริ่มเก็ตว่า ถ้าไม่ใช่ว่าจะชาร์จจากไฟบ้าน ก็ไม่มีเหตุผลที่แบตเตอรี่จำเป็นต้องมีความจุมากกว่านี้เท่าไหร่ เพราะทุกวันนี้ขับๆ ก็ไม่เคยชาร์จแบตเตอรี่ได้เกิน 70% เหมือนกัน (ส่วนใหญ่กองอยู่ราวๆ 20% – 40%)

และเพราะระบบเบรกเป็นการชาร์จไฟ (ศัพท์เฉพาะเรียกว่า Regenerative Braking คือการเบรกโดยใช้เจเนอเรเตอร์) ซึ่งแน่นอนว่ามีประสิทธิภาพที่แย่ว่าเบรกแบบกลไกปกติ (ของ Prius ใช้ดิสก์เบรก 4 ล้อ จะทำงานก็ต่อเมื่อเหยียบเบรกแรงถึงจุดหนึ่ง หรือในกรณีที่รถวิ่งช้าถึงระดับหนึ่ง) ดังนั้นถ้าจะเบรกแบบให้เก็บพลังงานไว้ให้ได้มากที่สุด (หรือก็คือไม่ใช้ดิสก์เบรกเลย) ก็ต้องเบรกเบาๆ นานๆ ซึ่งต้องใช้พลังการกะระยะขั้นเทพเหมือนกัน

ดังนั้นจากสภาพที่ออกตัวก็ช้า เบรกก็ต้องเบรกมาตั้งแต่ไกลๆ เลยรู้สึกได้เหมือนกันว่า Prius คงเป็นอะไรที่น่ารำคาญในสายตาผู้ใช้รถใช้ถนนรายอื่นพอสมควรเหมือนกัน ตอนนี้เลยทำใจไปแล้วว่าถ้ารถเยอะๆ คงไม่พยายามทำตัวเลขมาก ขับๆ เหมือนปกติไปจะได้ไม่รบกวนคนอื่น แต่ถ้ารถน้อยๆ ค่อยพยายามทำตัวเลข

เพราะมันมีรายละเอียดจุกจิกพวกนี้ โดยส่วนตัวเลยยิ่งชอบ เพราะรู้สึกว่าเวลาขับแล้วสนุกดี ต้องได้คิดอะไรตลอดเวลา จะเบรกเมื่อไหร่ จะเร่งแค่ไหนดี ตอนนี้ระดับแบตเตอรี่แค่ไหนแล้ว เพื่อที่จะพยายามทำให้คะแนนอัตราการใช้น้ำมันเยอะๆ โดยในขณะเดียวกันก็ต้องจัดสมดุลไม่ให้โดนด่าด้วย จากที่ขับมาตอนนี้ เลขที่ที่ดีที่สุดทำได้ที่ 27.7 กม./ลิตร ส่วนแย่สุดตอนนี้อยู่ที่ 17.6 กม./ลิตร

และเพราะมันดูต้องคิดอะไรจุกจิก และใช้ mind set ลักษณะความคิดที่ต่างจากรถทั่วไป เลยไม่ค่อยแปลกใจที่ถ้าใครไม่ใช่ว่าชอบ Prius ไปเลย ก็จะเกลียด Prius ไปเลย แล้วก็เลยไม่ค่อยแปลกใจที่ Toyota พยายามเอาไฮบริดไปใส่รถไลน์อื่นๆ แล้วทำภาพออกมาให้เหมือนรถปกติ (เช่นเป็นเกียร์ขั้นๆ เหมือนปกติ หรือหน้าปัดเป็นเข็ม) เพื่อที่จะไม่ขัดอารมณ์ลูกค้ากลุ่มทั่วไป (คงเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้เราเห็น Camry Hybrid เกลื่อนกลาดออกมาเต็มไปหมด และ Yaris Hybrid คงตามมาอีกไม่ช้า)

ส่วนประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม อันนี้คงไม่เอามาเป็นประเด็นมาก เพราะโดยส่วนตัวก็ยังไม่ convinced เชื่อขนาดนั้นว่ารถไฮบริดจะส่งผลดีกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า ถึงจะใช้น้ำมันต่อระยะทางน้อยกว่า ปล่อยไอเสียน้อยกว่า แต่ Prius เองก็ยังมีประเด็นเรื่องพลังงานที่ใช้ในการผลิตรถหรือรีไซเคิลสูงกว่า ไปจนถึงการใช้แร่โลหะที่เริ่มขาดแคลนในโลก และการทำเหมืองแร่พวกนี้จากในหลายๆ ประเทศที่ด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนาก็มีกระบวนการที่ทำลายระบบนิเวศน์อยู่มาก (แต่ก็ยอมรับว่าเรื่องน้ำมันกับการปล่อยไอเสียน้อยก็เป็นเหตุผลย่อยๆ ที่ชอบของ Prius แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่าที่กล่าวมาตอนแรก)

เพราะงั้น ถ้าถามว่าทำไมถึงซื้อ Prius ก็คงจะบอกว่าเพราะในภาพรวมเรารู้สึกชอบมันมากที่สุด ไม่ใช่เพราะอยากจะเป็นผู้ดีรักษ์โลกหรืออะไรเป็นประเด็นหลักขนาดนั้น