Once again, a magical night.

Once again, a magical night.

ผ่านมาสัปดาห์หนึ่งแล้ว ที่คิวบิกฯ ก็อายุครบ 11 ปีพอดี ทุกๆ เดือนสิงหาคมก็เป็นเวลาของ Cubic Thanks Party แม้ว่าแรกเริ่มเดิมที่งานเลี้ยงนี้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการสื่อสารกับผู้ปกครองของทีมงาน แต่หลังๆ มาประเด็นเรื่องการสนับสนุนจากผู้ปกครองเริ่มไม่ใช่ประเด็นมาก ในปีนี้เราเลยเปลี่ยนแนวมาเน้นที่พวกเราๆ กันเองเป็นหลักเสียมากกว่า

ทั้งนี้ต้องขอขอบพระคุณสี่ทหารเสือที่ช่วยกันจัดกิจกรรมสนุกสนานเฮฮาขึ้นมา เลยกลายเป็น Cubic Thanks Party ที่เร้าใจที่สุดเท่าที่เคยจัดมา และขอแสดงความยินดีกับปวีราที่ได้รับเงินรางวัลถึง 3,000ǭ กลับบ้านไป

พอมาถึง After Thanks Party ก็มาพีคสุดๆ กับการจับฉลากของ Varanus salvator ก็ขอแสดงความยินดีกับตองที่ได้รับของขวัญสุดพิเศษจากพี่นัท และขอบคุณชมพู่สำหรับกางเกงในสีสันจี๊ดจ๊าด

ทุกๆ ปีเมื่อเสร็จจากงานแล้วกลับมาที่บ้าน ได้อยู่กับตัวเองเงียบๆ ก็มักจะมี moment ความปลื้มใจเล็กๆ เสียทุกครั้ง ว่าตัวเองจะโชคดีได้ขนาดนี้ที่ได้มีโอกาสพบเจอกับผู้คนที่แสนดีเหล่านี้ และแม้ว่าจะไม่ได้พบกันในงานครั้งนี้ แต่บางอย่างลึกๆ ก็ชวนให้ผมนึกถึงอีกหลายๆ คนที่หนทางชีวิตอาจทำให้เราไม่ได้เจอกันในค่ำคืนนี้ แต่ประสบการณ์ที่ได้ร่วมกันสร้างขึ้นมามันก็ชวนให้จดจำและนึกถึงอยู่เสมอ

ผมดีใจนะครับ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในพื้นที่ที่แสนอบอุ่นนี้

และคงอดที่จะมี “รอยยิ้ม” ไม่ได้ทุกครั้งที่คิดถึง

Advertisements

เป็นคนดัดจริต ชีวิตต้องป็อป!

จริงๆ เรื่องที่จะเขียนอาจจะไม่เกี่ยวกับหัวเรื่องเท่าไหร่ แต่พอดีคำนี้มันแล่นเข้ามาในหัว (เผื่อใครไม่รู้จักเพจ “อยู่เมืองดัดจริต ชีวิตต้องป็อป” ก็ลองไปเยี่ยมเยียนได้)

สำหรับตัวผมเอง ก็คงต้องจัดว่าตัวเองเป็นคนที่ privileged เกิดมาค่อนข้างจะมีกินมีใช้อยู่พอสมควร บวกกับเส้นสายที่มีในสไตล์ไทยๆ ถึงจะไม่ได้โยงใยมากมาย แต่ก็คงนับว่าพอตัวถ้าเทียบกับปิรามิดคนไทยทั้งหมด

ถ้าพูดกันตามตรงก็ไม่เคยจะรู้สึกภูมิใจกับสิ่งที่ประเคนมาในพานแบบนี้หรอกนะครับ แต่ทุกวันนี้ก็พยายามคิดว่าจะใช้ชีวิตกับสิ่งที่มียังไงให้เรารู้สึกพอดี และเราก็ทำอะไรที่มันเป็นชิ้นเป็นอันกับสังคมได้บ้างก็คงดี (ก็คงออกมาในฟอร์มอย่างที่คนอื่นเห็นๆ กัน ซึ่งเวิคไม่เวิคแค่ไหนอันนี้คงนานาจิตตัง)

แต่ประเด็นที่อยากจะมาพล่ามตรงนี้ก็คือว่า พอด้วยความที่เราเป็นคนที่มีอำนาจวาสนาสักหน่อย ก็แน่นอนว่ามันก็ต้องมีคนเข้าหาเราด้วยเหตุเหล่านี้บ้างไม่มากก็น้อย (ถึงจะไม่ตั้งใจยังไง แต่อำนาจที่เรามีมันก็ influence ส่งผลกระทบถึงการกระทำของคนรอบตัวเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้)

เพราะงี้ หลายๆ ครั้งเวลาที่มีคนเข้าหาผม ไม่ว่าจะในเรื่องงาน หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องส่วนตัว ผมเองเลยจะค่อนข้างรู้สึกคิดมากเป็นพิเศษว่า จริงๆ แล้วคนเหล่านั้นเข้าหาเราเพราะอะไร เพราะตัวเราจริงๆ หรืออำนาจวาสนาอะไรที่เรามี คนเหล่านั้นชอบพอที่จะอยู่กับเราจริงๆ หรือแค่เพราะต้องการประโยชน์อะไรบางอย่างจากเรา อันนี้มันก็ชวนให้คิดไปเสียไม่ได้

ใจจริงก็ไม่ได้อยากจะมองโลกในแง่ร้ายนักหรอกนะครับ เพราะผมก็เชื่อว่าโลกนี้มันก็มีคนได้หลากหลายรูปแบบ แต่ด้วยความที่เราเป็นคนคิดมาเสียสักหน่อย มันก็เลยอดเก็บมาคิด (แต่ไม่ทันเอื้อนเอ่ย) เสียไม่ได้

ลึกๆ เรื่องนี้มันก็เลยทำให้ผมเองในสายตาบางคนอาจจะเห็นว่ามีท่าทีที่ค่อนข้าง guarded ตั้งท่ากับคนที่ยังไม่รู้จักมาก และไม่ได้พร้อมที่จะเข้าไปสนิทสนมอะไรกับใครได้เร็วๆ เหมือนอย่างคนทั่วไปกัน และในเรื่องเดียวกันนี้ ก็ทำให้ผมเองหลายๆ ครั้งก็จะเกร็งที่จะเข้าหาใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคนๆ นั้นดูเหมือนมีอะไรพิเศษเพราะก็กลัวว่าเขาจะคิดว่าเราต้องการอะไรจากเขาเหมือนกัน

ยากจังนะครับ เป็นคนดัดจริตเนี่ย

ชีวิตต้องป็อป!

Privileged Unparity Liberally Conservative

ผ่านไปอีกครั้งสำหรับเทศกาล April Fools ที่ก็ยังคงมีการเล่นมุขตลกมากมายจากทั่วสารทิศ อันหนึ่งที่ดูจะฮิตที่สุดในปีนี้คงจะเป็นการตั้งความสัมพันธ์บน Facebook แต่นอกจากนี้แล้ว สิ่งหนึ่งที่พอจะผมพอจะสังเกตได้ คือการเล่นมุขตลกล้อเลียนสถาบันกษัตริย์ ที่คิดว่ามาตรา 112 คงไม่มีผลอะไรเพราะคงไม่ได้ระบุถึงวันที่ 1 เมษายนไว้ด้วย

เมื่อไม่นานมานี้ผมมีโอกาสได้ดูวีดีโอของ RSA Animate ที่มีชื่อว่า The Internet Society : Empowering or Censoring Citizens? แล้วก็มีประเด็นหนึ่งที่ผมแอบฉุกสังเกตขึ้นมาได้ว่า ผมเองถือว่าเป็นคนที่เข้าถึงและใช้เทคโนโลยีการสื่อสารมาก และดูออกว่าจะเป็นคนทางสายนี้เสียด้วยซ้ำ ซึ่งในทางกลับกัน ผมกลับไม่ค่อยจะเชื่อในเรื่องของเสรีภาพในการแสดงออก การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร  หรือแม้แต่เป็นประชาธิปไตยได้เหมือนกับเทรนด์ที่อาจพูดได้ว่าเป็น “สมัยใหม่” เสียสักเท่าไหร่

ที่ผ่านมา ถ้าพูดกันตามตรง ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยมีความคิดเห็นที่รุนแรงหรือมีจุดยืนที่หนักแน่นอะไรทางการเมืองเสียเท่าไหร่ ผมยังไม่กล้าพูดเสียด้วยซ้ำว่าผมเป็นคนที่เชื่อในประชาธิปไตย เพียงแต่ตัวเองก็ไม่ได้มีไอเดียอะไรที่ดีกว่านี้เลยไม่คิดจะออกความเห็นอะไร อย่างหนึ่งคงเพราะว่าผมสนใจในเรื่องอื่นอย่างเรื่องการศึกษาเสียมากกว่า และอีกอย่างคงเป็นเพราะผมไม่เคยต้องเสียประโยชน์อะไรจนต้องรู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจและต้องมาร้องแร่แห่กระเชิง

ถึงอย่างนั้น ผมก็เชื่อในความคิดพื้นฐานของการเมืองที่ว่าด้วยการจัดสรรผลประโยชน์ในสังคมนะครับ ในทางเดียวกัน ผมจึงไม่เคยรู้สึกอะไรหากใครก็ตามจะมาเรียกร้องหรือต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์ส่วนตัว ผมคิดว่านั่นเป็นสัจธรรมที่สิ่งมีชีวิตใดๆ บนโลกนี้ต้องต่อสู้เพื่อตัวเองอยู่แล้ว อันนี้คงสะท้อนได้ง่ายๆ จากประเทศสิงค์โปร์ที่จริงๆ แล้วรัฐบาลออกจะมีความเป็นเผด็จการ มีการควบคุมข่าวสารต่างๆ ที่ยิ่งกว่าประเทศไทยเสียอีก แต่แค่เพราะเขาสามารถทำให้ทุกคนมีความสุข อยู่ดีกินดีได้ เลยไม่มีใครที่คิดจะมาวุ่นวายอะไรเสียเท่าไหร่

ดังนั้นหากมาถึงประเด็นของระบอบกษัตริย์แล้ว ผมก็คงต้องพูดตรงๆ ว่าสำหรับตัวผมเอง การมีอยู่หรือไม่มีอยู่ของสถาบันฯ คงไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับชีวิตของผมมากมายจนรู้สึกว่าต้องหันเหไปทางไหน ผมเองก็คงไม่กล้าพูดว่าตัวเองเป็น royalist รอยัลลิสต์เพราะก็ไม่ได้จงรักภักดีอะไรขนาดนั้น อาจด้วยเพราะเกิดมาในยุคที่ไม่ได้เห็นคุณประโยชน์อะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันกว่าการเป็นสัญลักษณ์ทางการกุศลต่างๆ อย่างที่เป็นในปัจจุบัน ถึงกระนั้น ผมก็คงไม่ได้รู้สึก convinced ทำให้เชื่อว่าการมีอยู่ของสถาบันเป็นพิษเป็นภัยอะไร ซึ่งเหตุผลคงมีดังต่อไปนี้

ประการแรก ผมมีคติหนึ่งที่คิดอยู่เสมอคือ “Life is unfair.” และผมเลยไม่เคยรู้สึกมีปัญหาว่าตนเองจะเกิดมามีมากหรือมีน้อยกว่าใครในประเด็นไหน เพราะมันไม่มีทางเป็นไปได้ที่ทุกคนจะอยู่กันได้แบบเท่ากันอย่างในอุดมคติ และสิ่งมีชีวิตทั้งหมดก็อยู่กับแบบที่ผู้มีอำนาจมากกว่ากำหนดชะตาผู้มีน้อยกว่าอยู่แล้ว ถ้าเราจะบอกว่าการที่เราเกิดมาถูกคนอื่นกดขี่นั้นเป็นเรื่องไม่ยุติธรรม แต่เราเองก็ยังกดขี่สิ่งมีชีวิตอื่นๆ บนโลกใบนี้ตั้งแต่หมูหมากาไก่ไปถึงแบคทีเรียและไวรัสเพื่อผลประโยชน์ของเราเอง ผมเลยรู้สึกว่ามันไม่ make sense สมเหตุสมผลเสียเลยที่เราจะต่อสู้เพื่อความยุติธรรม ทั้งๆ ที่เราเองก็ไม่คิดจะยุติธรรมกับสิ่งมีชีวิตอื่นที่ด้อยกว่าเรา

แต่ประเด็นนี้อย่างหนึ่งที่ผมต้องพูดให้ชัดเจนคือ ผมไม่มีปัญหาที่ใครจะต่อสู้เพื่อตนเองอย่างที่กล่าวไปตอนต้น เพราะมันเป็นสิ่งที่ทุกสิ่งมีชีวิตจำเป็นต้องทำอยู่แล้ว แต่นั้นก็คือการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ดังนั้นการที่จะเอาอุดมการณ์มาอ้างเลยดูเป็นเรื่องที่ดูไม่ค่อยเกี่ยวกันในสายตาผมเสียมากกว่า ทั้งนี้ทั้งนั้นผมก็ยังเคารพหากใครจะมีอุดมการณ์ส่วนตัวในเรื่องใดๆ เพราะผมเองก็มีอยู่ไม่น้อยเช่นเดียวกัน

ประการที่สอง ผมเองรู้สึกว่าผมไม่มีบรรทัดฐานอะไรที่จะไปตัดสินว่าการที่คนๆ หนึ่งจะเกิดมาได้อำนาจเบ็ดเสร็จในขอบเขตหนึ่งนั้นเป็นเรื่องผิดอะไร ทุกวันนี้ผมเกิดมาก็บังเอิญได้รับสิทธิ์บางอย่างพร้อมๆ กับการอยู่ใต้การถูกควบคุมสิทธิ์อยู่แล้ว ผมอาจจะเกิดมามีบ้านเป็นของตัวเอง หรือเกิดมาเช่าบ้านเขาอยู่ ผมเลยรู้สึกว่ามันก็เป็นเรื่องปกติที่ใครบางคนจะได้ถือครองอะไรบางอย่างมาแบบไม่ยุติธรรมอยู่แล้ว ผมเลยนึกไม่ออกว่าถ้าผมบังเอิญมีสิทธิ์ในการถือครองที่ดินส่วนหนึ่งและกำหนดชะตาชีวิตของต้นไม้ หรือไปไล่หมาแมวที่อยู่ในพื้นที่นั้นได้ ทำไมการที่คนๆ นึงที่บังเอิญมีสิทธิ์พิเศษบางอย่างในพื้นที่ส่วนหนึ่งที่เขาบังเอิญเกิดมาได้สิทธิ์นั้นจะเป็นสิ่งที่ผิด

เช่นเดียวกัน ผมเองก็ยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่ถ้าเราเป็นหมาเป็นแมวที่ถูกไล่ที่จะต่อสู้เพื่อเอาผลประโยชน์เราคืนมา เพียงแต่มันก็ต่างกันอยู่มากกับการที่เราจะไปตัดสินว่าการที่คนๆ นั้นบังเอิญมีสิทธิ์ดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผิด และทำเป็นอ้างนู้นอ้างนี่ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเราก็กำลังสู้เพื่อตัวเองเท่านั้น

ประการสุดท้าย ผมคงต้องอ้างถึงประโยคเด็ดของ Peter Parker ในเรื่อง Spiderman ว่า “With great power comes with great responsibility. This is my gift, my curse.” เรื่องนึงที่ผมคงปฏิเสธไม่ได้ว่าผมเองเกิดมาอย่าง privileged มีกินมีใช้เหนือกว่าคนอื่นอยู่พอสมควร ยิ่งในระหว่างนั้นผมมีโอกาสได้ทำงานในจุดที่มีอำนาจบางอย่างได้โตกว่าตัวผมเองในความเป็นจริงอยู่มาก สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมเรียนรู้ในช่วงเวลาที่ผ่านมาคือ การที่เรามีเงินและอำนาจเหนือกว่าผู้อื่นนั้น ทำให้เราเองควบคุมชีวิตเราได้ยากขึ้นเท่านั้น อย่างหนึ่งคือคนอาจคิดไปว่าเรามีมากกว่าคนอื่น เราน่าจะสบายหรือได้อะไรถูกจิตถูกใจกว่าคนอื่น แต่จริงๆ แล้วการที่ผมมีอำนาจอยู่มาก ผมก็มีภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้นตามไปด้วย และหลายๆ ครั้งหลายๆ สิ่งรอบตัวมันก็ไม่ได้ถูกจิตถูกใจอย่างที่คนอื่นคิด แต่บางทีเพราะจุดที่เราอยู่เราพูดอะไรไม่ได้ คนก็คิดไปว่าเราไม่ได้มีปัญหาอะไร พอใจ หรือเห็นด้วยกับสิ่งนั้นๆ

นอกจากนี้แล้ว คนก็จะตีตราหาค่าและสรุปตัวตนของเราจากสิ่งที่เรามี โดยอาจไม่ได้เข้าใจจริงๆ ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไรก็ได้ เช่นอาจจะคิดไปว่าผมเองได้ผลประโยชน์มหาศาลจากการมีอยู่ของคิวบิกครีเอทีฟ เพราะไม่เข้าใจว่าผมมีเงินมาจากไหน หรือถูกตีตราไปว่าผมต้องอยู่คนละฝั่งกับ KUSAC ทั้งๆ ที่ผมเคยมีปัญหาในระดับส่วนตัวแค่กับบุคคลบางคนเท่านั้น แต่ที่เหลือกลายเป็นเรื่องที่ตามมาจากตำแหน่งหน้าที่ หรืออำนาจของผมทั้งๆ ที่ตัวผมเองไม่ได้คิดอย่างนั้นเลย

ผมเลยคิดว่าเรื่องหนึ่งที่สำคัญ คือการแยกแยะระหว่างตัวคน กับตำแหน่งหน้าที่และระบบที่มีอยู่ เราอาจไม่เห็นด้วยกับบทบาทหน้าที่ของตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งได้ด้วยเหตุด้วยผล แต่การที่เราจะชิงชังตัวคนนั้นๆ เพราะเขาบังเอิญอยู่ในตำแหน่งที่เราไม่เห็นด้วยอาจเป็นคนละเรื่องกัน ทุกวันนี้ผมเองก็ยังคาดหวังว่าเมื่อไหร่น้องๆ KUSAC ที่ไม่พอใจอะไร KUSAC จะเลิกมาบ่นกับผมด้วยความที่อนุมานไปเองว่าผมจะเป็นคนละพวกกับ KUSAC เสียสักที ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วผมโคตรที่จะเข้าข้าง KUSAC เสียด้วยซ้ำ หรือเลิกเกลียดผมเพราะไม่ชอบไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คิวบิกครีเอทีฟทำ เพราะตัวผมจริงๆ กับตัวผมในฐานะของคนในคิวบิกครีเอทีฟ เป็นคนละคนกัน

ผมเลยมองเห็นว่าการต่อสู้ในเรื่องนี้ด้วยความรักตัวเองหรือพวกพ้อง มันแตกต่างกับการต่อสู้ด้วยความรู้สึกเกลียดชังตัวบุคคลหรือสถาบัน และมันก็ให้คุณค่าที่ต่างกันเสียมาก

ทุกวันนี้ คนรอบตัวผมก็มีคนที่ต่อสู้ในเรื่องเหล่านี้อยู่พอสมควร หลายๆ คนผมก็เห็นว่าเป็นคนที่ต่อสู้ด้วยเหตุผลและตรรกะที่น่าชื่นชม (เช่น @chayanin) ในขณะที่หลายๆ คน ผมก็กลับรู้สึกว่าพวกเขากำลังต่อสู้โดยใช้ความชิงชังเป็นที่ตั้ง

จนผมอดคิดไม่ได้ว่า ความชิงชังนี้หรือเปล่าที่เปลี่ยนพวกเขาที่แสนสดใสสนุกสนานคนเดิมที่ผมรู้จัก กลายเป็นอีกคนที่ผมหวาดกลัวไปได้