I’m the Boss

I’m the Boss

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็บ่นชีวิตมนุษย์เงินเดือนกันนะครับ ไม่รู้ทำไม แต่ถ้าดูเพื่อนๆ รอบๆ ตัวหรือกระแสสังคม ก็มักจะโอดโอยกับชีวิตการเป็นลูกน้องว่ามันแสนสาหัสอย่างนั้น แสนสาหัสอย่างนี้ อย่างเพจเรียนเจ้านายที่เคารพที่ก็ดูจะป๊อปน่าดูเหมือนกัน

ถึงผมคงจะบอกไม่ได้ว่าชีวิตลูกน้องมันจะดีจะงามหรือบัดซบยังไงมากเท่าไหร่ เพราะชีวิตนี้ไม่เคยได้ผ่านช่วงเวลานั้นมา คงจะไม่เข้าใจอะไรทำนองนั้น แต่ก็อยากจะมาแชร์ว่า จริงๆ แล้วชีวิตบอสนี่มันก็ไม่ได้งดงามอย่างที่ทุกคนคิดนะครับ Continue reading “I’m the Boss”

Advertisements

Pass the Hate Forward

Pass the Hate Forward

สืบเนื่องจากโมเมนต์นี้ (ใครไม่เคยดูเปิดวาร์ปให้)

จริงๆ เป็นโมเมนต์ที่ทำให้ผมฉุกคิดอยู่ไม่น้อย ณ ตอนที่ดูตอนแรกเลยนะครับ

ตั้งแต่เด็กๆ มา เราถูกเสี้ยมถูกสอนให้รักกัน รักเพื่อนร่วมห้อง รักเพื่อร่วมสถาบัน รักคนร่วมชาติ

แต่ก็น่าแปลก ที่เรากลับไม่ค่อยรู้กันว่า เราจะเรียนรู้ที่จะเกลียดคนอื่นอย่างไร ทั้งๆ ที่ให้ตายยังไง ชีวิตนี้เราก็ต้องเจอกับคนที่เกลียดไม่ว่าตอนใดก็ตอนหนึ่งในชีวิต แต่เราก็ถูกสอนให้รู้สึกว่าความเกลียดเป็นสิ่งที่ไม่ดี ต้องกักและเก็บมันไว้ โดยที่ไม่รู้ว่าจะจัดการกับมัน หรือใช้ชีวิตกับคนที่เราเกลียดได้ยังไงอย่างตรงไปตรงมา

และสุดท้าย เมื่อทุกอย่างมันสะสมจนถึงจุดที่ต้องระเบิดออกมา มาถึง ณ เวลานั้น ก็ดูว่ามันช่างน่าเสียดายเหลือเกิน ทั้งๆ ที่หลายๆ ครั้ง เราอาจจะหาวิธีที่จะเรียนรู้อยู่กับคนที่เราเกลียดได้ก็ได้

เพราะหลายๆ ครั้ง คนที่เราเกลียด ก็ไม่ได้หมายถึงว่าเราไม่ได้รักเขาสักหน่อย

เป็นคนดัดจริต ชีวิตต้องป็อป!

จริงๆ เรื่องที่จะเขียนอาจจะไม่เกี่ยวกับหัวเรื่องเท่าไหร่ แต่พอดีคำนี้มันแล่นเข้ามาในหัว (เผื่อใครไม่รู้จักเพจ “อยู่เมืองดัดจริต ชีวิตต้องป็อป” ก็ลองไปเยี่ยมเยียนได้)

สำหรับตัวผมเอง ก็คงต้องจัดว่าตัวเองเป็นคนที่ privileged เกิดมาค่อนข้างจะมีกินมีใช้อยู่พอสมควร บวกกับเส้นสายที่มีในสไตล์ไทยๆ ถึงจะไม่ได้โยงใยมากมาย แต่ก็คงนับว่าพอตัวถ้าเทียบกับปิรามิดคนไทยทั้งหมด

ถ้าพูดกันตามตรงก็ไม่เคยจะรู้สึกภูมิใจกับสิ่งที่ประเคนมาในพานแบบนี้หรอกนะครับ แต่ทุกวันนี้ก็พยายามคิดว่าจะใช้ชีวิตกับสิ่งที่มียังไงให้เรารู้สึกพอดี และเราก็ทำอะไรที่มันเป็นชิ้นเป็นอันกับสังคมได้บ้างก็คงดี (ก็คงออกมาในฟอร์มอย่างที่คนอื่นเห็นๆ กัน ซึ่งเวิคไม่เวิคแค่ไหนอันนี้คงนานาจิตตัง)

แต่ประเด็นที่อยากจะมาพล่ามตรงนี้ก็คือว่า พอด้วยความที่เราเป็นคนที่มีอำนาจวาสนาสักหน่อย ก็แน่นอนว่ามันก็ต้องมีคนเข้าหาเราด้วยเหตุเหล่านี้บ้างไม่มากก็น้อย (ถึงจะไม่ตั้งใจยังไง แต่อำนาจที่เรามีมันก็ influence ส่งผลกระทบถึงการกระทำของคนรอบตัวเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้)

เพราะงี้ หลายๆ ครั้งเวลาที่มีคนเข้าหาผม ไม่ว่าจะในเรื่องงาน หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องส่วนตัว ผมเองเลยจะค่อนข้างรู้สึกคิดมากเป็นพิเศษว่า จริงๆ แล้วคนเหล่านั้นเข้าหาเราเพราะอะไร เพราะตัวเราจริงๆ หรืออำนาจวาสนาอะไรที่เรามี คนเหล่านั้นชอบพอที่จะอยู่กับเราจริงๆ หรือแค่เพราะต้องการประโยชน์อะไรบางอย่างจากเรา อันนี้มันก็ชวนให้คิดไปเสียไม่ได้

ใจจริงก็ไม่ได้อยากจะมองโลกในแง่ร้ายนักหรอกนะครับ เพราะผมก็เชื่อว่าโลกนี้มันก็มีคนได้หลากหลายรูปแบบ แต่ด้วยความที่เราเป็นคนคิดมาเสียสักหน่อย มันก็เลยอดเก็บมาคิด (แต่ไม่ทันเอื้อนเอ่ย) เสียไม่ได้

ลึกๆ เรื่องนี้มันก็เลยทำให้ผมเองในสายตาบางคนอาจจะเห็นว่ามีท่าทีที่ค่อนข้าง guarded ตั้งท่ากับคนที่ยังไม่รู้จักมาก และไม่ได้พร้อมที่จะเข้าไปสนิทสนมอะไรกับใครได้เร็วๆ เหมือนอย่างคนทั่วไปกัน และในเรื่องเดียวกันนี้ ก็ทำให้ผมเองหลายๆ ครั้งก็จะเกร็งที่จะเข้าหาใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคนๆ นั้นดูเหมือนมีอะไรพิเศษเพราะก็กลัวว่าเขาจะคิดว่าเราต้องการอะไรจากเขาเหมือนกัน

ยากจังนะครับ เป็นคนดัดจริตเนี่ย

ชีวิตต้องป็อป!

Wednesday Child

ในประเด็นการเมืองช่วงที่ผ่านมานี้ จริงๆ แล้วมีเรื่องหนึ่งที่ออกจะขัดหูขัดตาผมอยู่พอสมควร (และก็คงเป็นเรื่องหนึ่งที่ทำให้ค่อนข้างอคติกับพวกสาย Liberal Democracy สักหน่อย)

นั่นก็คือสารพัดการแดกดันประชดประชันชนชั้นกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อยู่ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร

ผมเองก็คงเป็นคนที่จัดได้ว่าอยู่ในกลุ่มชนชั้นกลางอยู่ไม่มากก็น้อย ทุกๆ ครั้งที่ได้ยินอะไรแบบนี้ ก็จะอดหงุดหงิดไปเสียไม่ได้ วันนี้เลยจะขอโพสท์ระบายอารมณ์เสียบ้าง

ในความเป็นจริงหากมองในภาพรวมแล้ว ผมคิดว่าข้อครหาที่มีต่อชนชั้นกลางต่างๆ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคนที่จัดตัวเองอยู่ในกลุ่มรากหญ้า และกลุ่มชนชั้นกลางที่จัดตัวเองว่าก้าวข้ามความคิดเดิมของชนกรุงเทพฯ ไปแล้วนั้น) ก็ค่อนข้างสมเหตุสมผล เราคือกลุ่มคนที่ไม่ได้เข้าใจปัญหาในภาพรวมจริงๆ ไม่ได้เข้าใจว่าปัญหาความยากจนที่เกษตรมีเป็นอย่างไร ไม่เข้าใจว่าความยากลำบากในชีวิตของกลุ่มคนรากหญ้าเป็นอย่างไร

สิ่งที่เราทำ มีแต่การชี้หน้าด่าคนที่เราเชื่อว่าคือ “คนโกงกินประเทศชาติ” และรู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจกับการที่วิหารแห่งวัตถุนิยมของพวกเราถูกปิด และซ้ำร้ายถูกเผาในเวลาต่อมา

คนอื่นอาจตัดสินจากมุมมองเหล่านี้ของพวกเราว่าช่างคับแคบ ซึ่งผมคงไม่ปฏิเสธ และเห็นด้วยว่าเราคงต้องปรับทัศนคติให้กว้างขึ้น ถึงจะนำพาประเทศชาติให้พ้นจากปัญหาที่มีอยู่นี้

เพียงแต่ผมคิดว่ามันไม่ยุติธรรม ที่เราจะกล่าวหาชนชั้นกลางว่าพวกเราผิด แค่เพียงเพราะพวกเรามีความเชื่อเช่นนี้

ชนชั้นกลางที่เติบโตในสังคมเมือง เราถูกเสี้ยมสอนให้นับถือในสิ่งที่สังคมเชื่อว่าดีงาม และชีวิตของพวกเราวุ่นวายเกินกว่าที่จะใส่ใจถึงเหตุและผลของความเชื่อเหล่านั้น

ในโลกของเรา เราถูกสอนให้แข่งขันในสนามแข่งที่ทุกคนต้องเอาตัวรอด เราถูกสอนให้พึ่งพาตนเอง ให้เชื่อว่าชีวิตของพวกเราจะสำเร็จได้ถ้าเราพยายาม และทุกสิ่งที่เราหาได้คือสิ่งที่เราหาได้ด้วยตัวเอง ระบบในสนามที่เราแข่งขันอยู่ถูกออกแบบมาให้แข่งขันอย่างเป็นธรรม (อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง) เราจึงไม่เข้าใจเมื่อกลุ่มคนรากหญ้าต่างออกมาเรียกร้องให้คนอื่นช่วยเหลือ โดยที่ไม่คิดจะทำอะไรเอง เราไม่เข้าใจว่าสนามที่เขาแข่งขันอยู่นั้นมีความไม่ยุติธรรมอย่างไรบ้าง

เราถูกสอนมาว่าการโกงกินคือสิ่งที่ผิด ทุกคนต้องแข่งขันอย่างยุติธรรม เราเลยไม่เข้าใจเมื่อใครบางคนใช้อำนาจในทางที่ผิด และนำผลประโยชน์เข้าตัว เราตัดสินว่าเขาผิด เพราะเราไม่เห็นว่าสิ่งที่เขาทำเพื่อตนเองนั้น อาจจะมีบางส่วนที่ไปถูกใจใครในระดับอื่นๆ ที่เราเข้าไม่ถึง และมองไม่เห็น

เราเป็นเพียงกลุ่มคนที่เอาแต่วิพากษ์วิจารณ์ และใช้ชีวิตของเราไปตามระบบสังคมที่ออกแบบไว้อย่างเข้มงวด ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้ว เราไม่ใช่คนที่มีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย เราไม่ได้มีเงินตรา อำนาจบุญวาสนาบารมี หรือกำลังที่จะมาต่อสู้แย่งชิงอะไรกับใคร เราไม่ได้มีจำนวนเสียงที่นับตามจำนวนจิตวิญญาณตามระบอบที่เราเชื่อให้ทุกคนมีค่าเท่ากับหนึ่งหน่วยจนทำให้เป็นเสียงส่วนใหญ่ได้

ใครมีอะไรอยากให้พวกเรารับรู้ คุณบอกมาดีๆ เราพร้อมที่จะรับฟัง

แต่อย่าโทษเรา ถ้าเราไม่เข้าใจ

เพราะเราเป็นแค่ลูกคนกลาง ที่ไม่ได้มีอำนาจพอจะทำอะไรได้ดั่งใจเหมือนพี่ใหญ่ และไม่สามารถจะงอแงเรียกร้องให้ใครเอาใจได้เหมือนน้องเล็ก

Money Money

วันนี้จะมาโพสท์เรื่องเงินๆ ทองๆ บ้างครับ

ตอนสมัยเรียน ผมจำได้ว่าลิ้งค์เคยพูดว่า “คบกับคนที่มาฐานะเท่าๆ กันน่ะแหละสบายใจสุดแล้ว” ถึงตอนนั้นผมจะเข้าใจว่าลิ้งค์จะสื่อถึงการคบเป็นแฟนกัน แต่ก็ยังเห็นด้วยกับสถานการณ์ทั่วๆ ไป แม้ว่าจะยังไม่เคยประสบปัญหาอะไรในลักษณะดังกล่าวก็ตาม

หลายปีให้หลัง ผมเริ่มจะรู้สึกเสียแล้วสิ

ประเด็นก็คือในช่วงปีกว่าๆ มานี้ ผมมีโอกาสได้อยู่กับคนที่ทั้งมีฐานะสูงกว่าเราพอสมควร กับคนที่อาจพูดได้ว่าไม่ได้มีสภาพคล่องเท่ากับผมเท่าไหร่นัก (พยายามจะหาคำพูดที่ไม่ offense กระทบ แต่ไม่แน่ใจว่าหาได้ดีกว่านี้มั้ย) ก็ต้องพูดตามตรงว่า มีเรื่องชวนอึดอัดใจอยู่พอสมควรครับ

ในด้านหนึ่งถ้าเราเป็นคนที่มีกำลังจ่ายน้อยกว่า เวลาไปไหนมาไหนด้วย เราก็จะรู้สึกเกรงใจถ้าเราจะไม่สามารถกินหรือใช้อะไรที่มันสมฐานะหรือเป็นระดับที่อีกฝ่ายคุ้นเคยได้ (เพราะเราจ่ายไม่ไหว) ในขณะเดียวกัน จะให้อีกฝ่ายจ่ายให้ก็รู้สึกกระอักกระอ่วนพอสมควร

ในทางกลับกัน พอเราไปอยู่กับคนที่อาจจะใช้สอยน้อยกว่าเรา หลายๆ ครั้งที่เราอาจจะอยากกินอะไรอยากใช้อะไรที่มันหรูหราสักหน่อยก็จะรู้สึกอึดอัดกระวนกระวาย ว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกอะไรหรือเปล่าที่เรากินอะไรใช้อะไรหรูกว่าเขา จะหาว่าเราเป็นพวกอวดรวยมั้ย? อย่างเช่นอาจจะสั่งอาหารสั่งน้ำอะไรที่มันแพงหน่อย หรือจะดูหนังแถวบน ฯลฯ ครั้นจะแบ่งให้ หรือออกเงินให้ก็กลัวว่าจะเป็นการ offense ดูถูกหรือเปล่า สรุปก็คืออึดอัดไปหมด

ถ้าให้พูดตามตรง ก็เลยต้องบอกเลยครับว่าถ้าเวลาจะไปเที่ยวไหนมาไหน ก็อยากจะไปกับคนที่มีกำลังจ่ายพอๆ กับเรา ไม่มากกว่าหรือน้อยกว่าเกินไปนัก เพราะก็ทำให้เราไม่ต้องคิดมาก บวกกับได้ซื้อได้ใช้ของในระดับที่เราพอใจพอดี

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ผมจะคบกับคนที่ฐานะทางการเงินไม่เท่ากันไม่ได้หรอกนะครับ เพียงแต่ให้พูดตามตรง ถ้าไม่ใช่ว่าสนิทหรือรู้ใจกันมากๆ ถึงระดับหนึ่งแล้ว มันก็คงจะกระอักกระอ่วนอยู่พอสมควร ถ้าสนิทกันจริงๆ เราก็คงไม่ต้องกลัวว่าอีกฝ่ายจะคิดอะไร และก็คงพูดอะไรได้อย่างตรงไปตรงมา

พูดถึงเรื่องเงินๆ อีกอย่างทุกวันนี้ก็รู้สึกทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน ว่าจะต้องแสดงออกถึงฐานะของตัวเองมากแค่ไหนถึงจะพอดี (ตั้งแต่มีปัญหาเรื่องคิวบิกฯ) เมื่อก่อนพยายามทำตัว low-profile เงียบๆ เจียมๆ ก็ชวนให้คนสงสัยว่าเอาเงินมาจากไหน พอพยายามแสดงฐานะตัวเองหลังๆ มานี่ก็เริ่มรู้สึกไม่ชอบเวลาถูกประชดประชันเรื่องเงินๆ ทองๆ สักเท่าไหร่ (แต่จริงๆ อาจจะต้องทำใจเพราะอย่างไรก็คงมีเรื่องให้โดนด่าอยู่ดี)

ปล. ถึงจะนอกเรื่อง แต่ก็ยังยืนยันจุดยืนเล็กๆ ของตัวเองว่าไม่มีเงินจ่ายซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์ ไม่ใช่ข้ออ้างในการละเมิดลิขสิทธิ์ แต่ทุกวันนี้ก็เซ็งที่เวลาเถียงอะไรทำนองนี้แล้วจะถูกแดกดันกลับว่าเพราะเรามีปัญญาจะจ่ายเลยไม่เข้าใจคนไม่มีเงินจะจ่าย เฮ้อ… (แต่ปากดีไปเรา ทุกวันนี้อัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ก็ยังไม่ลงถึง 0% ดี ฮา…)