Privileged Unparity Liberally Conservative

ผ่านไปอีกครั้งสำหรับเทศกาล April Fools ที่ก็ยังคงมีการเล่นมุขตลกมากมายจากทั่วสารทิศ อันหนึ่งที่ดูจะฮิตที่สุดในปีนี้คงจะเป็นการตั้งความสัมพันธ์บน Facebook แต่นอกจากนี้แล้ว สิ่งหนึ่งที่พอจะผมพอจะสังเกตได้ คือการเล่นมุขตลกล้อเลียนสถาบันกษัตริย์ ที่คิดว่ามาตรา 112 คงไม่มีผลอะไรเพราะคงไม่ได้ระบุถึงวันที่ 1 เมษายนไว้ด้วย

เมื่อไม่นานมานี้ผมมีโอกาสได้ดูวีดีโอของ RSA Animate ที่มีชื่อว่า The Internet Society : Empowering or Censoring Citizens? แล้วก็มีประเด็นหนึ่งที่ผมแอบฉุกสังเกตขึ้นมาได้ว่า ผมเองถือว่าเป็นคนที่เข้าถึงและใช้เทคโนโลยีการสื่อสารมาก และดูออกว่าจะเป็นคนทางสายนี้เสียด้วยซ้ำ ซึ่งในทางกลับกัน ผมกลับไม่ค่อยจะเชื่อในเรื่องของเสรีภาพในการแสดงออก การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร  หรือแม้แต่เป็นประชาธิปไตยได้เหมือนกับเทรนด์ที่อาจพูดได้ว่าเป็น “สมัยใหม่” เสียสักเท่าไหร่

ที่ผ่านมา ถ้าพูดกันตามตรง ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยมีความคิดเห็นที่รุนแรงหรือมีจุดยืนที่หนักแน่นอะไรทางการเมืองเสียเท่าไหร่ ผมยังไม่กล้าพูดเสียด้วยซ้ำว่าผมเป็นคนที่เชื่อในประชาธิปไตย เพียงแต่ตัวเองก็ไม่ได้มีไอเดียอะไรที่ดีกว่านี้เลยไม่คิดจะออกความเห็นอะไร อย่างหนึ่งคงเพราะว่าผมสนใจในเรื่องอื่นอย่างเรื่องการศึกษาเสียมากกว่า และอีกอย่างคงเป็นเพราะผมไม่เคยต้องเสียประโยชน์อะไรจนต้องรู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจและต้องมาร้องแร่แห่กระเชิง

ถึงอย่างนั้น ผมก็เชื่อในความคิดพื้นฐานของการเมืองที่ว่าด้วยการจัดสรรผลประโยชน์ในสังคมนะครับ ในทางเดียวกัน ผมจึงไม่เคยรู้สึกอะไรหากใครก็ตามจะมาเรียกร้องหรือต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์ส่วนตัว ผมคิดว่านั่นเป็นสัจธรรมที่สิ่งมีชีวิตใดๆ บนโลกนี้ต้องต่อสู้เพื่อตัวเองอยู่แล้ว อันนี้คงสะท้อนได้ง่ายๆ จากประเทศสิงค์โปร์ที่จริงๆ แล้วรัฐบาลออกจะมีความเป็นเผด็จการ มีการควบคุมข่าวสารต่างๆ ที่ยิ่งกว่าประเทศไทยเสียอีก แต่แค่เพราะเขาสามารถทำให้ทุกคนมีความสุข อยู่ดีกินดีได้ เลยไม่มีใครที่คิดจะมาวุ่นวายอะไรเสียเท่าไหร่

ดังนั้นหากมาถึงประเด็นของระบอบกษัตริย์แล้ว ผมก็คงต้องพูดตรงๆ ว่าสำหรับตัวผมเอง การมีอยู่หรือไม่มีอยู่ของสถาบันฯ คงไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับชีวิตของผมมากมายจนรู้สึกว่าต้องหันเหไปทางไหน ผมเองก็คงไม่กล้าพูดว่าตัวเองเป็น royalist รอยัลลิสต์เพราะก็ไม่ได้จงรักภักดีอะไรขนาดนั้น อาจด้วยเพราะเกิดมาในยุคที่ไม่ได้เห็นคุณประโยชน์อะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันกว่าการเป็นสัญลักษณ์ทางการกุศลต่างๆ อย่างที่เป็นในปัจจุบัน ถึงกระนั้น ผมก็คงไม่ได้รู้สึก convinced ทำให้เชื่อว่าการมีอยู่ของสถาบันเป็นพิษเป็นภัยอะไร ซึ่งเหตุผลคงมีดังต่อไปนี้

ประการแรก ผมมีคติหนึ่งที่คิดอยู่เสมอคือ “Life is unfair.” และผมเลยไม่เคยรู้สึกมีปัญหาว่าตนเองจะเกิดมามีมากหรือมีน้อยกว่าใครในประเด็นไหน เพราะมันไม่มีทางเป็นไปได้ที่ทุกคนจะอยู่กันได้แบบเท่ากันอย่างในอุดมคติ และสิ่งมีชีวิตทั้งหมดก็อยู่กับแบบที่ผู้มีอำนาจมากกว่ากำหนดชะตาผู้มีน้อยกว่าอยู่แล้ว ถ้าเราจะบอกว่าการที่เราเกิดมาถูกคนอื่นกดขี่นั้นเป็นเรื่องไม่ยุติธรรม แต่เราเองก็ยังกดขี่สิ่งมีชีวิตอื่นๆ บนโลกใบนี้ตั้งแต่หมูหมากาไก่ไปถึงแบคทีเรียและไวรัสเพื่อผลประโยชน์ของเราเอง ผมเลยรู้สึกว่ามันไม่ make sense สมเหตุสมผลเสียเลยที่เราจะต่อสู้เพื่อความยุติธรรม ทั้งๆ ที่เราเองก็ไม่คิดจะยุติธรรมกับสิ่งมีชีวิตอื่นที่ด้อยกว่าเรา

แต่ประเด็นนี้อย่างหนึ่งที่ผมต้องพูดให้ชัดเจนคือ ผมไม่มีปัญหาที่ใครจะต่อสู้เพื่อตนเองอย่างที่กล่าวไปตอนต้น เพราะมันเป็นสิ่งที่ทุกสิ่งมีชีวิตจำเป็นต้องทำอยู่แล้ว แต่นั้นก็คือการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ดังนั้นการที่จะเอาอุดมการณ์มาอ้างเลยดูเป็นเรื่องที่ดูไม่ค่อยเกี่ยวกันในสายตาผมเสียมากกว่า ทั้งนี้ทั้งนั้นผมก็ยังเคารพหากใครจะมีอุดมการณ์ส่วนตัวในเรื่องใดๆ เพราะผมเองก็มีอยู่ไม่น้อยเช่นเดียวกัน

ประการที่สอง ผมเองรู้สึกว่าผมไม่มีบรรทัดฐานอะไรที่จะไปตัดสินว่าการที่คนๆ หนึ่งจะเกิดมาได้อำนาจเบ็ดเสร็จในขอบเขตหนึ่งนั้นเป็นเรื่องผิดอะไร ทุกวันนี้ผมเกิดมาก็บังเอิญได้รับสิทธิ์บางอย่างพร้อมๆ กับการอยู่ใต้การถูกควบคุมสิทธิ์อยู่แล้ว ผมอาจจะเกิดมามีบ้านเป็นของตัวเอง หรือเกิดมาเช่าบ้านเขาอยู่ ผมเลยรู้สึกว่ามันก็เป็นเรื่องปกติที่ใครบางคนจะได้ถือครองอะไรบางอย่างมาแบบไม่ยุติธรรมอยู่แล้ว ผมเลยนึกไม่ออกว่าถ้าผมบังเอิญมีสิทธิ์ในการถือครองที่ดินส่วนหนึ่งและกำหนดชะตาชีวิตของต้นไม้ หรือไปไล่หมาแมวที่อยู่ในพื้นที่นั้นได้ ทำไมการที่คนๆ นึงที่บังเอิญมีสิทธิ์พิเศษบางอย่างในพื้นที่ส่วนหนึ่งที่เขาบังเอิญเกิดมาได้สิทธิ์นั้นจะเป็นสิ่งที่ผิด

เช่นเดียวกัน ผมเองก็ยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่ถ้าเราเป็นหมาเป็นแมวที่ถูกไล่ที่จะต่อสู้เพื่อเอาผลประโยชน์เราคืนมา เพียงแต่มันก็ต่างกันอยู่มากกับการที่เราจะไปตัดสินว่าการที่คนๆ นั้นบังเอิญมีสิทธิ์ดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผิด และทำเป็นอ้างนู้นอ้างนี่ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเราก็กำลังสู้เพื่อตัวเองเท่านั้น

ประการสุดท้าย ผมคงต้องอ้างถึงประโยคเด็ดของ Peter Parker ในเรื่อง Spiderman ว่า “With great power comes with great responsibility. This is my gift, my curse.” เรื่องนึงที่ผมคงปฏิเสธไม่ได้ว่าผมเองเกิดมาอย่าง privileged มีกินมีใช้เหนือกว่าคนอื่นอยู่พอสมควร ยิ่งในระหว่างนั้นผมมีโอกาสได้ทำงานในจุดที่มีอำนาจบางอย่างได้โตกว่าตัวผมเองในความเป็นจริงอยู่มาก สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมเรียนรู้ในช่วงเวลาที่ผ่านมาคือ การที่เรามีเงินและอำนาจเหนือกว่าผู้อื่นนั้น ทำให้เราเองควบคุมชีวิตเราได้ยากขึ้นเท่านั้น อย่างหนึ่งคือคนอาจคิดไปว่าเรามีมากกว่าคนอื่น เราน่าจะสบายหรือได้อะไรถูกจิตถูกใจกว่าคนอื่น แต่จริงๆ แล้วการที่ผมมีอำนาจอยู่มาก ผมก็มีภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้นตามไปด้วย และหลายๆ ครั้งหลายๆ สิ่งรอบตัวมันก็ไม่ได้ถูกจิตถูกใจอย่างที่คนอื่นคิด แต่บางทีเพราะจุดที่เราอยู่เราพูดอะไรไม่ได้ คนก็คิดไปว่าเราไม่ได้มีปัญหาอะไร พอใจ หรือเห็นด้วยกับสิ่งนั้นๆ

นอกจากนี้แล้ว คนก็จะตีตราหาค่าและสรุปตัวตนของเราจากสิ่งที่เรามี โดยอาจไม่ได้เข้าใจจริงๆ ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไรก็ได้ เช่นอาจจะคิดไปว่าผมเองได้ผลประโยชน์มหาศาลจากการมีอยู่ของคิวบิกครีเอทีฟ เพราะไม่เข้าใจว่าผมมีเงินมาจากไหน หรือถูกตีตราไปว่าผมต้องอยู่คนละฝั่งกับ KUSAC ทั้งๆ ที่ผมเคยมีปัญหาในระดับส่วนตัวแค่กับบุคคลบางคนเท่านั้น แต่ที่เหลือกลายเป็นเรื่องที่ตามมาจากตำแหน่งหน้าที่ หรืออำนาจของผมทั้งๆ ที่ตัวผมเองไม่ได้คิดอย่างนั้นเลย

ผมเลยคิดว่าเรื่องหนึ่งที่สำคัญ คือการแยกแยะระหว่างตัวคน กับตำแหน่งหน้าที่และระบบที่มีอยู่ เราอาจไม่เห็นด้วยกับบทบาทหน้าที่ของตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งได้ด้วยเหตุด้วยผล แต่การที่เราจะชิงชังตัวคนนั้นๆ เพราะเขาบังเอิญอยู่ในตำแหน่งที่เราไม่เห็นด้วยอาจเป็นคนละเรื่องกัน ทุกวันนี้ผมเองก็ยังคาดหวังว่าเมื่อไหร่น้องๆ KUSAC ที่ไม่พอใจอะไร KUSAC จะเลิกมาบ่นกับผมด้วยความที่อนุมานไปเองว่าผมจะเป็นคนละพวกกับ KUSAC เสียสักที ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วผมโคตรที่จะเข้าข้าง KUSAC เสียด้วยซ้ำ หรือเลิกเกลียดผมเพราะไม่ชอบไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คิวบิกครีเอทีฟทำ เพราะตัวผมจริงๆ กับตัวผมในฐานะของคนในคิวบิกครีเอทีฟ เป็นคนละคนกัน

ผมเลยมองเห็นว่าการต่อสู้ในเรื่องนี้ด้วยความรักตัวเองหรือพวกพ้อง มันแตกต่างกับการต่อสู้ด้วยความรู้สึกเกลียดชังตัวบุคคลหรือสถาบัน และมันก็ให้คุณค่าที่ต่างกันเสียมาก

ทุกวันนี้ คนรอบตัวผมก็มีคนที่ต่อสู้ในเรื่องเหล่านี้อยู่พอสมควร หลายๆ คนผมก็เห็นว่าเป็นคนที่ต่อสู้ด้วยเหตุผลและตรรกะที่น่าชื่นชม (เช่น @chayanin) ในขณะที่หลายๆ คน ผมก็กลับรู้สึกว่าพวกเขากำลังต่อสู้โดยใช้ความชิงชังเป็นที่ตั้ง

จนผมอดคิดไม่ได้ว่า ความชิงชังนี้หรือเปล่าที่เปลี่ยนพวกเขาที่แสนสดใสสนุกสนานคนเดิมที่ผมรู้จัก กลายเป็นอีกคนที่ผมหวาดกลัวไปได้

Engineering on Errors

วันนี้เกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นครับ

เนื่องจากว่าแม่ของผมเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศวันนี้ ตอนเย็นที่บ้านเลยเหลือแค่ผมกับพ่อ เลยคิดว่าสั่งอาหารมากินน่าจะง่ายกว่า โดยส่วนตัวแล้วจริงๆ ถ้าต้องสั่งอาหาร ผมจะชอบทาน MK หรือ Yayoi มากกว่า แต่หนึ่งในเหตุผลที่ชอบสั่ง KFC คือเพราะมันสั่งผ่านเน็ตได้และสะดวกกว่ามาก

วันนี้ก็เช่นกันครับ ผมใช้เวลาแว้บไปแว้บมาระหว่างที่กำลังบุก Lost City of the Tol’vir สลับหน้าจอมาสั่ง KFC ผ่านเน็ต หลังจากนั้นสักเกือบหนึ่งชั่วโมง เขาก็มาส่งที่บ้าน

พอผมหยิบเข้ามาในบ้าน และรื้อๆ ออกมาเพื่อจะรับประทาน ก็พบว่าวิงซ์แซ่บที่ผมสั่งไปขาดไป 2 ชิ้น (ผมสั่งแบบ 2 ชิ้น 2 ชุด) หลังจากที่ผมลองตรวจสอบกับใบเสร็จและแน่ใจว่าเขาจัดมาให้ผมผิดแน่ๆ แล้ว ผมเลยโทรไปที่ 1150 เพื่อแจ้งว่าของของผมขาด ทาง KFC ก็ขออภัยตามปกติ และบอกว่าจะประสานงานต่อให้

หลังจากนั้นไม่นาน ทางสาขาคาร์ฟูร์รามอินทราก็โทรมาบอกว่าจะจัดส่งวิงซ์แซ่บอีก 2 ชิ้นมาให้ ผมก็ไม่ได้ต่อว่าอะไรเพราะไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร แต่เรื่องราวก็เริ่มเพี้ยนๆ เมื่อหลังจากนั้น มีโทรศัพท์อีกสายที่อ้างว่าเป็นพนักงานส่งของ KFC ที่เป็นคนส่งรายการเมื่อสักครู่ โทรมาขอร้องให้ผมช่วยโทรแจ้งทาง 1150 ว่าผมเจอวิงซ์แซ่บอีก 2 ชิ้นแล้ว และไม่ได้มีความผิดพลาดใดๆ โดยที่ทางสาขาฯ จะเอาวิงซ์แซ่บที่ขาดไปให้ โดยพยายามยื่นข้อเสนอโดยถามว่าผมต้องการเมนูอะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ซึ่งผมก็ปฏิเสธข้อเสนอนี้ไป และขอแค่ให้เขาช่วยส่งวิงซ์แซ่บอีก 2 ชิ้นมา

สุดท้าย เขาก็เอามาส่งให้โดยเพิ่มเป็น 5 ชิ้น พร้อมกับเฟรนช์ฟรายส์ใหญ่ 1 ที่ ซึ่งโดยหลักการแล้วพวกร้านอาหารแบบนี้ก็คงไม่ได้มีการเช็คสต็อกสินค้าอะไรมากมายเพราะคงมีการสูญหายระหว่างการทำเป็นปกติอยู่แล้ว จึงคาดเดาได้ว่าทั้งสองรายการที่เพิ่มเข้ามาคง “ถูกหยิบมาเฉยๆ” จากร้าน

สุดท้าย ทางสำนักงานใหญ่ก็โทรมาอีกครั้ง โดยผมก็ได้เล่าเหตุการณ์ทั้งหมด รวมถึงที่พนักงานขอให้ช่วยโกหกทางสำนักงานใหญ่ด้วย พนักงานสำนักงานใหญ่ก็ขอโทษขอโพยตามปกติอีกครั้ง ก่อนที่จะวางสายไป

ผมคิดว่าเหตุการณ์นี้ รวมถึงทางเลือกทั้งหมดของผมที่สามารถทำได้ คงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้พอสมควร และคงมีความคิดที่หลากหลายพอสมควร

จริงๆ ผมเองพบกับเหตุการณ์ลักษณะนี้บ่อยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานธนาคารขอให้เราช่วยให้คะแนนเต็มถ้ามีโทรศัพท์มาถาม หรือพนักงานเคาน์เตอร์ของทรูที่ชอบหลอกให้เรากดเบอร์ 5

ผมเองก็ไม่เคยทำงานลักษณะนั้น คงไม่สามารถพูดได้ว่าจริงๆ แล้วระบบระเบียบในบริษัทเหล่านั้นจะให้ความสำคัญกับคะแนนพวกนี้แค่ไหน และจะส่งผลกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของพนักงานแค่ไหน ซึ่งถ้ามีผลมาก การใจร้ายของผมก็คงจะไปทำลายชีวิตของใครต่อใครมานักต่อนักแล้ว เรื่องแบบนี้ ถ้าไม่ใช่คนที่ต้องอยู่ในจุดที่ถูกสังคมบีบคั้น ก็คงจะเข้าใจไม่ได้ง่าย ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่เข้าใจเลย

จริงๆ แล้ว ผมเป็นคนที่เชื่อในการให้อภัยและผ่อนปรนต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้นนะครับ เพียงแต่ผมชอบที่จะให้ยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา มากกว่าที่จะทำให้ความผิดนั้นหายไป เพราะเมื่อเราทำลายข้อมูลนั้นไปแล้ว เราและคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบนั้นๆ จะไม่ได้เรียนรู้อะไรจากความผิดพลาดนั้นเลย

อาจเป็นเพราะผมเป็นคนที่จิตวิญญาณอยู่ในสายวิศวกรรม สิ่งหนึ่งที่ผมยึดถือมากคือระบบต้องปรับตามใจผู้ใช้ ไม่ใช่ขอให้ผู้ใช้ปรับตามระบบ (แนวคิดนี้เองก็เป็นจิตวิญญาณพื้นฐานอันหนึ่งของคิวบิกครีเอทีฟ ที่มองว่าการศึกษาต้องทำให้ผู้เรียนชอบ ไม่ใช่บังคับให้ผู้เรียนปรับชีวิตตามระบบการศึกษา) สิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับว่าเมื่อระบบนั้นมีมนุษย์เป็นฟันเฟืองด้วยแล้ว ย่อมเกิดความผิดพลาดได้เสมอ และการออกแบบระบบที่ดี ควรจะต้องมีสมมุติฐานพื้นฐานอยู่อย่างหนึ่งว่า ความผิดพลาดนั้นจะต้องเกิดขึ้น

ถ้าระบบ KPI ของบริษัทเหล่านี้ไม่ได้ยอมรับให้คนผิดพลาดได้ถึงจุดหนึ่ง แน่นอนว่าแรงบีบคั้นนี้จะทำให้คนพยายามที่จะปกปิดความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ซึ่งนอกจากจะไม่ทำให้ระบบเกิดการเรียนรู้แล้ว ยังทำให้เกิดการขาดความไว้เนื้อเชื่อใจ เมื่อระบบคิดว่าคนพยายามจะปกปิดความผิดพลาด ระบบก็จะต้องบีบคั้นคนมากขึ้นเพื่อชดเชยส่วนที่ถูกปกปิดออกไป ซึ่งก็จะกลายเป็นวังวนที่ไม่มีวันจบสิ้น

ในทางกลับกัน ถ้าระบบยอมรับได้ว่าความผิดพลาดจะต้องเกิดขึ้น เมื่อคนยอมรับความผิดพลาดนั้นอย่างตรงไปตรงมา นอกจากบุคคลนั้นๆ จะได้เกิดการเรียนรู้ ส่วนอื่นๆ ในระบบก็จะรับรู้ถึงบทเรียนดังกล่าว และสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพร้อมกันไปได้ทั้งระบบ ใจจริงอยากจะยกตัวอย่างระบบสาธารณะสุขที่มีการพูดถึงบ่อยๆ ของประเทศในแถบยุโรปที่พยายามช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายจากความผิดพลาดทางการแพทย์ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีอันหนึ่งของระบบที่ออกแบบโดยยึดถือว่ามนุษย์จะต้องผิดพลาด

ทุกครั้งที่ผมมีโอกาสได้คุยกับหน่วยงานขององค์กรต่างๆ ที่ดูแลในเรื่องของการเก็บข้อมูลจากลูกค้าเหล่านี้ ผมก็มักจะบอกไปตรงๆ ทุกครั้งหากพนักงานร้องขออะไรจากผม ผมไม่ได้คิดในมุมของการลงโทษคนที่ทำแบบนี้ แต่ผมหวังว่าข้อมูลที่ตรงไปตรงมานี้ จะสะท้อนอะไรบางอย่างให้คนทำระบบของบริษัทต่างๆ ได้ฉุกคิด ว่าระบบของตนเองนั้น ตอบวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่?

ระบบนั้น ทำให้พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นจริงๆ หรือแค่สอนให้มนุษย์โกหกกันเก่งขึ้นก็เท่านั้น?