10 years later.

10 years later.

24 กันยายน 2558

ในช่วงบ่ายของวันแรกที่ผมมาร่วมงาน Thai Young Leaders Camp นี้ ผมกำลังนั่งอยู่ในวงสมาชิก 11 คนที่สนใจแก้ปัญหาสังคมด้านสุขภาพ ผมกวาดสายตาดูรอบๆ เพื่อหาคนที่อาจจะร่วมเป็นสมาชิกทีมด้วยได้ แล้วผมก็ต้องไปสะดุดกับคนที่นั่งด้านขวาของผม เมื่อผมเหลือบมองไปที่ป้ายชื่อที่นอกจากจะไม่ได้ลนไฟที่ปลายเชือกแล้วยังปรับความยาวไม่ได้นั้น บนป้ายมีตัวอักษรฟอนต์ขนาด 96 เขียนไว้เด่นชัดว่า นิว และด้านล่างกันนั้นด้วยชื่อจริงเป็นภาษาอังกฤษฟอนต์ขนาด 32 ว่า Teepisutt

ผ่านไปเสี้ยววินาทีที่สมองของผมไปค้นเจอชื่อนี้ใน long-term memory ความทรงจำระยะยาวสักแห่ง “มีคนชื่อนี้สองคนในโลกด้วยเว้ย” ผมคิดในใจ Continue reading “10 years later.”

Dead Thing

เฮ้อ…ก็เนี่ยน้า…

สมัยผมอยู่ ม.ปลาย ตอนนั้นจะมีอาจารย์คนนึงที่ผมเองเคารพรักมาก นั่นก็คือ อ.สุวจี จริงๆ แล้วอาจารย์เค้าค่อนข้างจะมีรูปแบบความเป็นครูของตัวเองที่อาจจะไม่เข้าหูไม่เข้าตาคนยุคเก่าเสียหน่อย แต่ถ้าถามผม ผมคิดว่าเค้าเองเป็นคนที่มีความเป็นครูสูง และเข้าอกเข้าใจ และพร้อมที่จะเสียสละให้กับนักเรียนจริงๆ ได้อย่างสุดๆ (พูดไปก็นึกถึง GTO ถึงจะไม่บ้าบิ่นขนาดนั้นก็เถอะ)

และด้วยเหตุนั้นเอง ผมคิดว่าถึงขนาดผมไม่ได้อยู่ประจำชั้นด้วย และไม่ได้เรียนด้วย แต่ผมก็มีความสนิทชิดเชื้อมากอยู่พอสมควร ทำให้ผมไว้ใจพอที่จะปรึกษาปัญหาหลายๆ เรื่องได้ ซึ่งแน่นอนในชีวิตวัยรุ่นหลายๆ ครั้งเราก็มีปัญหาเยอะมากเสียด้วย

จนมีอยู่ครั้งหนึ่ง ดูเหมือนอาจารย์ดูจะน้อยใจ และส่งเพลงร้านขายยานี้มาให้ผม จนตอนนั้นเองก็ทำให้ผมฉุกคิดได้เหมือนกันว่า เออว่ะ เราหาเค้าแต่ตอนที่เรามีปัญหาจริงๆ ด้วย จนหลังจากนั้นเองผมก็เลยพยายามจะใส่ใจกับอาจารย์เค้ามากขึ้น ไม่ใช่ว่ามีแต่ปัญหาถึงไปคุยกับเค้า

จริงๆ ตอนนี้ผมก็เหมือนจะเข้าใจอะไรมากขึ้นแล้วครับ

ทุกวันนี้จากตำแหน่งที่ผมอยู่ ก็คงเป็นเรื่องธรรมดาที่อาจจะมีน้องๆ ที่นับหน้าถือตา เวลามีปัญหาอะไร ก็มักจะวิ่งรี่เข้ามาปรึกษาให้ช่วยแก้ไข ตั้งแต่อกหักยันเน็ตพัง ซึ่งทุกๆ ครั้งผมก็พยายามจะช่วยเหลือผ่อนหนักให้เป็นเบาให้ได้เท่าที่จะเป็นไปได้ (ถึงยังงั้นก็จะยังมีคนงอนว่าผมไม่แคร์อยู่เป็นระยะๆ อันนี้ก็ต้องขออภัย เกินความสามารถส่วนตัว)

จนบางทีผมก็อดน้อยใจไม่ได้ครับว่า ทำไมเวลาตอนชีวิตมีความสุขดี ไม่เห็นจะโทรหากู ไม่เห็นจะทักสไกป์กูมาพูดมาคุยบ้างเว้ย โทรศัพท์มากี่ครั้งก็ต้องมีปัญหาให้กูช่วยอะไรสักอย่างตลอด ยังไงซะ กูก็ร้านขายยาดีๆ ใช่มั้ยล่ะ ชิ

ยิ่งกับงานคิวบิก หลายๆ ทีก็อดน้อยใจว่างานเราเป็นของตายไม่ได้นะครับ แบบ พอว่างๆ ไม่มีอะไรทำก็มาช่วย แต่พอบอกว่าจะมาช่วยแล้วอยู่ๆ มีอย่างอื่นอยากทำมากกว่าก็ชิ่งไปซะอย่างนั้น ถึงจะรู้สึกว่าเป็นสิทธิ์ของเค้า และพยายามแยกเรื่องงานกับความรู้สึกส่วนตัวแล้ว แต่พูดก็พูดเถอะครับ เจอแบบนี้บ่อยๆ เข้าก็อดเซ็งไม่ได้เหมือนกันว่า ทำไมกูต้องเป็นของตายฟะ (ซึ่งเอาเข้าจริงๆ เพราะหาคนทำงานไม่ได้ กูก็ต้องเป็นฝ่ายง้อจริงๆ น่ะแหละ)

ที่เซ็งไปกว่านั้นคือ ด้วยตำแหน่งหน้าที่แล้วเนี่ย จะมาน้อยใจมางอนให้คนอื่นคอยง้อ (เหมือนเวลาคนอื่นน้อยใจพี่นัทว่าพี่นัทไม่แคร์) ก็คงไม่ได้อีก สุดท้ายก็เลยได้แต่ทน และมางอนในบล็อกตัวเองแบบนี้

ก็คิดว่าทำอะไรไม่ได้แหละครับนอกจากต้องทนต่อไป

ยังไงซะเราก็มันแค่ของตาย…ชิ!