Alpha Male

alpha male (noun)
the dominant male animal in a particular group / a man tending to assume a dominant or domineering role in social or professional situations

จริงๆ เนื้อความคงคล้ายๆ กับเอ็นทรี Territorial Me ที่เคยโพสท์เมื่อนานมาแล้ว ถ้าใครไม่เคยอ่านและไม่ขี้เกียจอ่าน ให้สรุปง่ายๆ ก็คือว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับการหวงแหนพื้นที่ของตนเอง และไม่ชอบให้ใครเข้ามายุ่งในพื้นที่ของตนเอง ซึ่งดูจะเป็นนิสัยหลักของผมอยู่เลยทีเดียว

โดยปกติแล้ว ฝูงของสัตว์หลายๆ ชนิดมักจะมีตัวผู้ตัวหนึ่งที่ถือว่าเป็นผู้ทรงอำนาจที่สุดของฝูงนั้นๆ ที่เขาเรียกกันว่า alpha male และมักจะมีอำนาจในการกำหนดทิศทางหรือควบคุมอิทธิพลต่างๆ ที่มีต่อฝูงนั้นๆ ซึ่งในทางวิวัฒนาการแล้ว ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมคุณลักษณะนี้ถึงถูกคัดเลือกตามธรรมชาติมาได้ แต่การที่มันยังคงมีอยู่ ก็คงต้องมีผลต่อการอยู่รอดของสายพันธุ์นั้นๆ อยู่ไม่มากก็น้อย

และในหลายๆ ครั้ง ที่เมื่อเวลาผันเปลี่ยนไป ก็มักจะมีเหตุการณ์ที่ตัวผู้ตัวอื่นๆ ในฝูงที่เริ่มแข็งแกร่งขึ้นมา ก็จะเริ่มเข้ามาชิงบทบาทการเป็น alpha male ของฝูง ซึ่งโดยทั่วไปเมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว ก็มันจะตามมาด้วยการต่อสู้เพื่อตัดสินแพ้ชนะ และผู้ชนะก็จะได้ชิงหรือรักษาสิทธิ์การเป็น alpha male นั้นไว้ ส่วนผู้แพ้ ถ้าไม่ใช่ว่าตายจากการต่อสู้นั้น ก็ต้องยอมรับสภาพอยู่ในฝูง หรือออกจากฝูงไปเสีย

จริงๆ มานึกๆ ดู การเก็บไว้ให้อยู่ในฝูงต่อไปนี่ก็ดูเป็นการตัดสินใจที่โง่พิลึกนะครับ จะเก็บไว้เป็นหอกข้างแคร่อยู่ทำไม ยิ่งถ้าไม่ได้มีประโยชน์อะไรด้วยแล้ว

Fight me, death awaits you.

Advertisements

Who am I?

สืบเนื่องจากบล็อกที่แล้ว Territorial Me

ตั้งแต่สมัยช่วงปีแรกๆ ของคิวบิกฯ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมรู้สึก upset หงุดหงิดกับการกระทำของคนอื่นบางคน ที่เราเองคาดหวังจะให้เขาประพฤติตัวเป็นอีกอย่าง อย่างที่เราหวัง อย่างที่เราพึงใจ

ในตอนนี้ อ.สุมาลีได้สอนผมด้วยคำกระแทกใจว่า “เราต้องถามตัวเองว่าเราเป็นใคร จะมีสิทธิ์ไปให้เค้าเป็นอย่างที่เราต้องการ?”

ถ้าให้พูดตามตรง ข้อความดังกล่าวส่งผลถึงชีวิตที่เหลือของผมไม่น้อยครับ

ทุกครั้งที่มีอะไรที่ขัดหูขัดตาผม ผมก็มักจะพยายามถามตัวเองทุกครั้งว่าเราเป็นใครกับเรื่องนี้ แล้วเรามีสิทธิ์จริงๆ หรือเปล่าที่จะโกรธ ที่จะไม่พอใจ ซึ่งหลายๆ ครั้งคำตอบก็คงแตกต่างกันไป

แต่ส่วนหนึ่ง ผมคิดว่าการคิดได้แบบนี้ ก็ทำให้ใจเราสงบขึ้นได้ไม่น้อยนะครับ และหลายๆ ครั้งมันก็ทำให้เราเลือกที่จะมาปรับมาแก้ที่ตัวเราให้ดีที่สุด แทนที่มัวแต่จะเอาแต่โทษแต่ว่าอีกฝ่ายหนึ่ง

แต่ก็ไม่ใช่ทุกครั้งที่ผมจะคิดได้หรอกนะครับ

หลายๆ ครั้งมันก็มีหลายๆ เรื่องที่ชวนให้ผมอยากจะน้อยใจ อยากจะงอนอยู่บ้างเหมือนกัน

สิ่งหนึ่งที่ผมจะถามตัวเองทันที ก็เช่นเดียวกับที่กล่าวไปตอนต้น ว่า “ผมคือใคร? และผมมีสิทธิ์อะไรที่จะน้อยใจหรืองอน?”

ถ้าผมไม่มีสิทธิ์ ต่อให้ความรู้สึกผมถูกย่ำยีแค่ไหน เราก็ต้องเตือนตัวเองว่าเราไม่มีสิทธิ์จะไปน้อยใจ

และสิ่งเดียวที่เราจะทำได้ ในขอบเขตของเรา ก็คือถ้าไม่ทนต่อไป ก็เลิกทนซะ!

Territorial Me

สมัยคบอยู่กับแฟนเก่า ผมออกจะเป็นคนขี้หึงเสียสักหน่อยครับ จนแฟนเก่าผมเขาก็ทักว่าผมเป็นคนที่ territorial เสียมากๆ ตอนนั้นผมยังไม่รู้ความหมายของคำนี้เลยด้วยซ้ำ เผื่อใครไม่ทราบ ในความหมายนี้คือจะบอกว่าผมเป็นคนที่หวงขอบเขตของตัวเอง อารมณ์หมาหวงที่อะไรแบบนี้

จริงๆ การที่บอกว่าผมเป็นคน territorial หวงถิ่นก็คงจะตรงอยู่ไม่น้อยนะครับ เพราะผมเป็นคนที่ชัดเจนในเรื่องของขอบเขตอยู่พอสมควร ในเขตที่ผมตั้งว่าเป็นของตัวเอง ผมก็จะไม่ชอบให้ใครมายุ่ง ในขณะเดียวกันถ้าเป็นเขตของคนอื่น ผมก็จะไม่ค่อยชอบเข้าไปยุ่งสักเท่าไหร่ (เข้าไปรู้ กับเข้าไปยุ่งนี่คนละแบบกันนะครับ แบบแรกนี่ทำตลอด) เว้นแต่ไอ้เขตของคนอื่นมันจะมีเรื่องอะไรที่มากระทบกับเขตของผม ผมก็จะเข้าไปวุ่นเป็นบ้าเลยครับ

สมัย ICTFC1 (ปี 2547) ผมเคยมีดราม่ากับโอครั้งนึง จริงๆ จำละเอียดมากไม่ได้แล้ว แต่เหมือนกับโอจะเผลอไปประกาศอะไรสักอย่างเกี่ยวกับกิจกรรมของผมที่ยังไม่ได้บอกน้อง จริงๆ โอก็คงหวังดีน่ะแหละครับ แต่วันนั้นพอผมมาทีหลังแล้วพบว่าโอเข้ามาแย่งหน้าที่ผม ผมก็ออกจะหงุดหงิดเสียมากๆ จนงอนตุ๊บป่องหนีขึ้นห้องไปเสียตั้งนาน มานึกดูตอนนี้ก็รู้สึกว่าถึงโอจะผิดยังไง เราก็ overreact แสดงออกเวอร์ไปอยู่ดี

ถ้าพูดถึงเรื่องทำงาน หลายๆ คนที่คุ้นเคยกับผมคงจะพอนึกภาพออกถึงความ territorial หวงถิ่นของผม เพราะผมจะจู้จี้จุกจิกในทุกรายละเอียดตราบเท่าที่ผมรู้สึกว่ามันเป็น “พื้นที่” ของผม ในขณะนี้เรื่องอื่นๆ เมื่อใดก็ตามที่ผมคิดว่าผมไม่เกี่ยว ไม่ได้มีหน้าที่อะไร ผมก็มักจะปล่อยไปและไม่ยุ่ง แม้ว่าจะมีอะไรที่ไม่ถูกใจก็ตาม

อย่างตอนค่าย MICT เมื่อต้นปีที่ผ่านมาที่ภพเป็นประธาน ถ้าให้พูดกันตามตรงก็มีเป็นล้านเรื่องเลยครับที่ออกจะขัดหูขัดตาผม อย่างเรื่องคนไม่ยอมไปนอน หรือเรื่องคนหลับในเวร ซึ่งถ้าเป็นค่ายของผมแล้วมีอะไรแบบนี้ผมคงจะจัดการจนดับสูญกันไปหมดแล้ว แต่อย่างในค่ายนี้พอมันไม่ใช่เรื่องอะไรของผม ผมทำได้อย่างมากก็แค่เสนอความคิดเห็นกับภพ แล้วภพจะทำหรือไม่ทำจริงๆ มันก็เรื่องของผม ไม่ใช่ธุระที่ผมจะต้องเดือดเนื้อร้อนใจอะไร ไม่ว่าภพจะทำตามหรือไม่ทำก็ตามแต่

อาจเพราะผมเองก็ทำงานอยู่ในฐานะของผู้ตัดสินใจอยู่บ่อยๆ ผมเองเลยไม่ค่อยรู้สึกอะไรเวลาที่คนมีอำนาจตัดสินใจสูงกว่าผมจะตัดสินใจอะไรที่ไม่ตรงใจผมนะครับ เพราะประการแรกผมรู้ว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะตรงใจผมยังไง ก็ต้องไม่ตรงใจใครอยู่ดี และการที่ผู้นำจะตัดสินใจให้ตรงใจใครไปหมดก็คงเป็นไปไม่ได้ ผมเองอยู่ในจุดนั้นจึงพอจะเข้าใจ และประการที่สอง ต่อให้ไม่มีผู้ตามสักคนเห็นด้วย แต่ผมก็เคารพใน authority สิทธิ์ของคนที่ได้รับสิทธิ์นั้นๆ ซึ่งแปลว่าตรงนี้คือพื้นที่ของเขา ไม่ว่าเขาจะมีวิสัยทัศน์อะไรที่เราไม่เข้าใจก็ตาม

แต่นี่ก็คงไม่รวมถึงกรณีที่ถ้าเรามีสิทธิ์อะไรที่เราต้องปกป้องนะครับ อย่างที่ผมเคยพูดในบล็อก Privileged Unparity Liberally Conservative ถ้าเป็นแบบนั้น มันก็แปลว่าบางคนกำลังจะบุกรุกพื้นที่ของเรา ถ้าเป็นผม ก็คงสู้จนตัวตายเหมือนกัน

ผมเองคงไม่สรุปนะครับว่าแนวคิดของการที่มีขอบเขตชัดเจนนี่เป็นเรื่องที่ดีหรือเปล่า ผมคงกล้าพูดแค่ว่านี่เป็นสไตล์ผม ที่อย่างน้อยก็พยายามจะชัดเจนว่าอะไรคือเรื่องของเรา อะไรไม่ใช่ แต่ถ้าจะให้เถียงว่าดีกว่าหรือแย่กว่าแบบไหนอย่างไรผมก็คงจะจนปัญญา และไม่รู้สึกว่าเป็นพื้นที่ของผมที่ต้องเถียงสักเท่าไหร่

และสำหรับบางเรื่อง แม้ว่าตัวผมเองก็จะไม่ได้มีความสุขกับข้อเท็จจริงนี้ แต่ตราบเท่าที่ด้วยกฎด้วยเกณฑ์ทั้งหมดแล้ว นี่คือพื้นที่ของผม และผมคือคนที่มีสิทธิ์

Suck it up or get out of my way. ♥ XOXO