ต้องบอกก่อนเลยว่าสมุยนี่ไม่เคยมีความคิดว่าจะได้มาเพราะว่ารู้สึกว่ามันแพงอย่างไร้เหตุผลมาตลอด แต่จนมาช่วงนี้ที่มีโควิดเลยทำให้ราคาของโรงแรมและตั๋วเครื่องบินของสมุยมาอยู่ในจุดที่ยอมรับได้ เลยถือโอกาสนี้อยู่ยาว 3 โรงแรม 6 คืน และโรงแรมแรกที่ประเดิมในทริปนี้คือ The Ritz-Carlton, Koh Samui

นี่ต้องนับว่าเป็นครั้งแรกเลยที่พักในโรงแรมแบรนด์ The Ritz-Carlton เพราะงั้นจริงๆ ก็ไม่ค่อยแน่ใจว่ามาตรฐานของมันจะมีเรื่องอะไรบ้าง แต่สิ่งที่จะรู้ก็แค่ว่ามันจะมีข้อยกเว้นกับโปรแกรม Marriott Bonvoy เยอะมาก อย่างการอัปเกรดจะเฉพาะระดับ Titanium ขึ้นไป (เทียบกับโรงแรมอื่นๆ แค่ Platinum ก็ได้แล้ว) หรือไม่มีฟรีอาหารเช้า แต่ครั้งนี้ก็เลยถือว่าจะได้เป็นประสบการณ์

Pre-arrival

สิ่งแรกที่คงต้องพูดถึงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือการจองและเรื่องต่างๆ ก่อนการเข้าพัก ซึ่งต้องบอกเลยว่านอกจากจะเป็นจุดที่เลวร้ายที่สุดในประสบการณ์ทั้งนี้ทั้งหมด ยังต้องบอกด้วยว่าอยู่ในขั้นแย่มากถ้าเทียบกับโรงแรมอื่นๆ ที่เคยไปพักทั้งหมด

การจองครั้งนี้เป็นการรวมร่างโปรโมชั่นสองอย่างเข้าไว้ด้วยกัน โดยคืนแรกเป็นโปรโมชั่นที่ขายที่งานเที่ยวสมุยที่เซนทรัลเวิล์ด จองเป็นห้องระดับสูงสุด Ultimate Pool Villa 19,500 บาทสุทธิรวมอาหารเช้า และคืนที่สองจองห้องระดับต่ำสุด Terrace Suite 9,500 บาทโดยประมาณสุทธิรวมอาหารเช้าและเย็น แต่จองโดยใช้เวาเชอร์เพิ่มมูลค่า 50% ราคา 10,000 บาทได้มูลค่า 15,000 บาท ก็เท่ากับว่าค่าห้องจริงๆ เทียบเท่ากับประมาณ 6,300 บาทโดยประมาณ สรุปรวมค่าห้องสองคืนเป็นประมาณ 25,800 บาท ได้อาหารเช้า 2 วัน อาหารเย็น 1 วัน

ทั้งนี้ในขั้นแรกถือว่าโรงแรมใจดี เพราะจริงๆ แล้วโปรทั้งสองโปรที่รวมร่างกันนี้มีเงื่อนไขว่าต้องพักอย่างน้อย 2 คืนขึ้นไป แต่ทางโรงแรมก็ใจดีให้ผสมโปรโมชั่นนี้เข้าด้วยกันได้

แต่ความเพี้ยนก็เริ่มมีตั้งแต่ตอนที่พยายามจะคอนเฟิร์มห้องที่สอง เพราะทางโรงแรมไม่ยอมตอบอีเมลว่าให้เราทำยังไงต่อเพื่อจะซื้อเวาเชอร์และทำการจองแล้วก็เงียบหายไป จนเราต้องโทรไปคอมเพลนกับทาง Marriott Bonvoy ก็เลยมี Reservation Manager โทรกลับมาหาเราว่าต้องการอะไร ตอนนั้นบอกเลยปรี๊ดแตกแต่ก็ตอบไปด้วยเสี่ยงนิ่งๆ ว่า “ก็แค่ตอบอีเมลครับ as simple as that” จนหลังจากนั้นเค้าก็เลยตอบอีเมลมา แต่มันก็ยังไม่จบ ยังต้องมีการตอบโต้กันอยู่อีกหลายรอบ ซึ่งแต่ละรอบกว่าจะตอบมาแต่ละครั้งก็ใช้เวลามากกว่า 1 วัน

และความประหลาดถัดมาก็คือหลังจากที่การจองและจ่ายเงินทุกอย่างเรียบร้อยไปแล้ว ผ่านไปสักพักอยู่ดีๆ ก็มีอีเมลจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายจองอีกคนหนึ่งเข้ามาให้เราจ่ายเงิน เราก็งงๆ ถามกลับไปว่าตกลงการจ่ายคราวที่แล้วไม่สำเร็จหรืออะไร? เขาก็ตอบกลับมาง่ายๆ ว่าประสานงานกันผิดพลาด

จนกระทั่งก่อนเดินทางประมาณ 5 วันก็มีอีเมลแบบไม่ลงชื่อคนส่งแจ้งเกี่ยวกับการดำเนินการของโรงแรมในช่วงโควิด ซึ่งก็รู้สึกได้ว่าเป็นอีเมลมาตรฐานทั่วไปที่ได้รับจากการจองของโรงแรมในเครือ Marriott อื่นๆ ในช่วงที่ผ่านมาด้วย เราก็ตอบเมลนั้นกลับไปเพื่อแจ้งเลขและเวลาเที่ยวบินเดินทาง ผ่านไปสามสี่วัน เงียบกริบ ไม่คอนเฟิร์มกลับมาว่าทราบแล้ว ไม่แจ้งว่าตกลงสามารถเช็คอินก่อนเวลาได้ไหม และไม่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอื่นใดเกี่ยวกับการเข้าพัก (ซึ่งอันนี้แทบทุกรีสอร์ทจะทำ เพราะอย่างน้อยที่สุดก็เป็นการพยายามขายบริการอื่นๆ เพิ่มเติม) สุดท้ายคราวนี้ก็เลยคอมเพลนเข้าไปทาง Marriott Bonvoy อีกรอบ ก็ถึงมี Duty Manager อีเมลกลับมายืนยันว่ารับทราบเรียบร้อย เช็คอินล่วงหน้าได้ โดยหลังจากนี้ก็ถามไปตอบมาได้เรื่อยๆ ทางอีเมลแบบรู้เรื่องแล้ว และถือว่าตอบได้เร็วและรู้เรื่องมาก

และตอนนี้เองทางนั้นก็เลยแจ้งให้ด้วยว่าจะอัปเกรดคืนที่สองให้เป็น Ultimate Pool Villa ด้วยเลย

Villa

ตัวบ้านพักจะประกอบด้วยส่วนด้านในที่เป็นห้องนอน ห้องนั่งเล่น และห้องน้ำ ซึ่งตรงนี้ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ เหมือนโรงแรมทั่วๆ ไป ส่วนข้างนอกวิวสวยมาก สระน้ำขนาดค่อนไปทางเล็ก แต่จัดตำแหน่งได้ดูดีเพราะจะเห็นเป็นวิวจากตรงห้องนั่งเล่นพอดี ส่วนศาลาที่ยื่นออกไปเหมาะสำหรับนั่งทานข้าวสุดๆ

วิวยามเช้า

ทั้งนี้มีข้อสังเกตอื่นๆ ดังต่อไปนี้

  • มินิบาร์อยู่ในจุดที่เดินผ่านไปผ่านมา และเสียวจะเกี่ยวแก้วตกลงมาแตกมาก
  • แม้ว่าโรงแรมจะใหม่มากแต่ไม่มีช่องต่อทีวีจากโต๊ะหรือตรงไหนก็ตาม
  • มีรู Ethernet แต่ไม่ได้ลองใช้ว่าใช้ได้จริงไหม
  • ไวไฟทั่วถึงดีทั้งวิลล่า รวมถึงมุมๆ อย่างห้องส้วมหรือศาลาข้างนอกก็ใช้ได้เร็วดี
  • และเนื่องจากที่นี่เป็นโรงแรมค่อนข้างใหม่ จึงไม่มีพวกเครื่องอาบน้ำแยกขวดเล็กๆ แล้วเพื่อลดขยะพลาสติก
  • โซนนอกบ้าน (สระน้ำ ระเบียบ ศาลา) จะไม่มีความเป็นส่วนตัวใดๆ เพราะสามารถมองเห็นได้จากห้องอื่นๆ ข้างเคียงทั้งหมด แต่ข้อดีที่ได้แลกมาคือวิวเลยเห็นแบบรอบด้านไม่มีอะไรบังด้วย
  • สระน้ำค่อนข้างน่ากลัวว่าไม่มีอะไรรองด้านล่างเลย ถ้าตกลงไปน่าจะอันตรายมาก โดยเฉพาะถ้าอยู่บนแพหรือห่วงยางอะไรพวกนี้แล้วคุมไม่ได้
ห้องหันไปทิศตะวันออกพอดี ตอนเช้าจะรับแดด แต่ตอนบ่ายจะไม่มี

Facilities

อันแรกที่คงต้องพูดถึงคือสระน้ำ โรงแรมนี้ตั้งอยู่ในจุดที่ไม่ค่อยมีหาด และหาดไม่ได้สวยมาก ส่วนใหญ่เป็นโขดหิน แต่สระน้ำใหญ่และสวย ดังนั้นส่วนตัวเลยค่อนข้างชอบเพราะไม่ใช่สายชอบหาดอยู่แล้ว

สระนี้แหละที่ถ่ายรูปเป็ดในตำนาน

ริมสระก็มีพูลบาร์กับใกล้ๆ กันมีร้านอาหาร Pak Tai (ปักษ์ไต้) เป็นร้านอาหารไทย เลยขึ้นมาอีกนิดจะเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของที่นี่คือ Swim Reef ที่เป็นสระเลียนแบบทะเล มีปลาทะเลอยู่และสามารถลงไปดำน้ำดูได้

นอกจากนั้นก็มี Fitness ที่ลืมถ่ายรูปมา แต่อุปกรณ์ทั่วไปก็ครบครันและใหม่อยู่ ใช้ของ Technogym และต่อกับ Apple Watch ได้ ใกล้ๆ กันจะมี Muay Thai Ring โดยช่วงที่พักอยู่มีกิจกรรมมวยไทยทั้งสองวันเลยเวลา 15:00 – 16:00 ก็มาเข้าร่วมสนุกดี ไม่เคยต่อยมวยเลยเก้ๆ กังๆ ฮา…

นอกนั้นก็ยังมีโซน Mini Golf แต่ไม่ได้ไปเล่น แล้วก็พวกกิจกรรม Cooking Class แบบต้องจ่ายเงิน ส่วนที่หาดก็จะมี Kayak, Paddleboard ทั่วไป

วิวจากจุดที่สูงที่สุดของโรงแรม

Dining

ตอนแรกรู้สึกไม่แน่ใจกับเรื่องอาหารมาก เพราะว่าก่อนมาอ่านรีวิวหลายๆ ที่แล้วเหมือนจะมีคนบ่นเรื่องอาหารเยอะ แต่มาจริงๆ แล้วก็กลายเป็นว่าดีเลยแหละ แต่สิ่งเดียวที่คงจะบ่นได้คือเรื่องราคาว่ามันแพงมาก ต่อให้ว่าเป็นสมุยก็ยังรู้สึกว่าแพงเลย

สรุปคืออยู่สองคืน ซื้อเวาเชอร์เพิ่มอีก 5,000 บาท ได้เครดิต 7,500 บาท บวกกับเครดิตเดิมที่เหลือจากค่าห้องรวมเป็นประมาณ 12,500 ใช้หมดพอดีสองคืน (นี่คือว่ามีอาหารเช้าสองวันและเย็นวันนึงแล้ว)

วันแรกมีลองทานอาหารที่ริมสระน้ำตอนกลางวัน ร้อนมาก แต่หลังจากนั้นเนื่องจากเห็นว่าสุดท้ายราคาจะเท่ากันทุกที่ มื้อที่เหลือทั้งหมดเลยเลือกกินที่ห้องหมดเลย เพราะที่กินที่ห้องก็ไม่แย่ถ้ากินตรงศาลาระเบียง วิวดีสุดๆ

สิ่งที่ประทับใจกับเรื่องอาหารที่นี่คือแม้ว่าจะแพง แต่ก็แอบแถมอะไรให้ตลอด วันแรกกลางวันสั่งมาไม่ได้มีของหวาน ก็แถมไอศกรีมมา ส่วนวันที่สองไม่ได้สั่งเหมือนเดิม ก็แถมมาเป็นข้าวเหนียวมะม่วง

ทั้งนี้สิ่งหนึ่งที่ต้องระวังสำหรับการทานอาหารที่ห้องคือนก มันพร้อมจะเข้ามากินถ้าเราไม่นั่งอยู่ พอเขามาเซ็ตอาหารเสร็จก็คือต้องนั่งทานเลย ไม่สามารถทิ้งไว้ได้แม้เพียงแปปเดียว

Service

น่าจะเป็นจุดเด่นที่สุดของที่นี่คือการบริการ นับว่าเป็นคนละเรื่องกับตอนจอง คือดีมาก ดูแลใส่ใจรายละเอียดดีสุดๆ อย่างวันแรกพอตอนเขามาส่งที่ห้อง ก็ตามเปรยๆ ที่ห้องมี Jasmine Green Tea ไหม ซึ่งสุดท้ายก็คือไม่มี จนลืมไปไม่สนใจอะไรแล้ว อยู่ดีๆ ตอนบ่ายก็มีพนักงานโทรมาว่ามีชาที่อยากได้จากห้องอาหาร จะเอาไหม แล้วก็เอามาส่งให้ที่ห้อง

นอกนั้นก็คือเรื่องอาหารที่บอกไปแล้วว่าเวลาสั่งมาที่ห้องก็ตั้งใจมาจัดให้ดูดี ไม่ได้แค่เอาอาหารมาวางๆ แล้วจบ อย่างบางมื้อที่เป็นไอศกรีมก็มีการเอามาส่งสองรอบเพราะไม่งั้นไอศกรีมจะละลาย เป็นต้น

นอกเหนือจากนั้นก็มีการเซอร์ไพรส์ด้วยเค้กบราวนี่ กับวันสุดท้ายก่อนเช็คเอาท์มื้อเช้าก็มีของที่ระลึกจากทีมอาหารเช้า เป็นครั้งแรกที่มีการได้ของที่ระลึกจากเฉพาะทีมในโรงแรม

ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องออกตัวก่อนว่า ไม่แน่ใจจริงๆ ว่าบริการที่ว่ามาทั้งหมดเพราะช่วงที่ไปแทบไม่มีแขกด้วยหรือเปล่า ถ้าเป็นช่วงเวลาปกติอาจจะไม่ขนาดนี้

สรุป

จุดที่ทำให้ประสบการณ์ทั้งหมดด่างพร้อยถึงขั้นเลวร้ายที่สุดคือการจอง นอกเหนือจากนั้นกลับจากหลังเท้าเป็นหน้ามือ โดยรวมดีมากโดยเฉพาะบริการ แต่ก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าถ้าในเวลาปกติจะสามารถมาได้อีกไหม เพราะอาจจะสามารถหาโรงแรมที่มีบริการและวิวระดับใกล้เคียงหรือเผลอๆ มากกว่าได้ในราคาที่ถูกกว่านี้มากนอกสมุย (สรุปคือยังไงสมุยมันก็ไม่ใช่ที่ของคนไทย)

ถามว่าจะมาอีกไหม ก็คงตอบว่าถ้าราคามันได้ ซึ่งก็คิดว่าในรอบนี้ที่จ่ายน่าจะเป็นขอบบนแล้วที่ยินดีจะจ่ายสำหรับทั้งหมดที่ว่ามานี้

รอติดตามต่อกับสองคืนถัดไปที่ Six Senses Samui

One thought on “Review: The Ritz-Carlton, Koh Samui

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s